‘บิ๊กตู่’ เยือนบาหลี ประชุม ALG หนุนการค้าเสรี ย้ำอาเซียนเชื่อมโยงไร้รอยต่อ เน้นโครงสร้างพื้นฐาน-คมนาคม

นายกฯร่วมประชุม ALG พร้อมหนุนการค้าเสรี สร้างความมั่นคงทางการเงินการค้าโลก เชื่ออาเซียนร่วมมือองค์กรระหว่างปท.นำความเจริญสู่ปชช.

อาเซียนจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางกายภาพโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เวลา 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงเกาะบาหลี โดยมี นายอารีฟ ยาห์ยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ในฐานะผู้แทนรัฐบาลอินโดนิเซีย ให้การต้อนรับ จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังโรงแรมคอนราด บาหลี ซึ่งเป็นโรงแรมที่พัก เพื่อรับฟังการบรรยาสรุปเกี่ยวกับการเข้าร่วมการประชุม ASEAN Leaders’ Gathering (ALG) เพื่อเตรียมเข้าร่วมประชุม ที่ โรงแรมโซฟิเทล นูชา ดัว บีช รีสอร์ท บาหลี ในเวลา 16.00 น. โดยก่อนการประชุมผู้นำจะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกัน บริเวณริมหาดทราย จากนั้น จึงเข้าร่วมการประชุม ASEAN Leaders’ Gathering (ALG)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากผู้นำอาเซียนแล้ว ยังมีเลขาธิการสหประชาชาติ กรรมการจัดการกองทุนระหว่างประเทศ และประธานธนาคารโลกเข้าร่วมด้วย และหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรีจะร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ โดย นายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เป็นเจ้าภาพด้วย

ต่อมา เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ที่โรงแรม Sofitel Nusa Dua Bali สาธารณรัฐอินโดนีเซีย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถ้อยแถลงหัวข้อ “Achieving SDGs and Overcoming Development Gap through Regional and Global Collaborative Actions” ในการประชุม ASEAN Leaders’ Gathering ร่วมกับผู้นำอาเซียนและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ประกอบด้วย ดาโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ๊อก ฮอย (Dato Paduka Lim Jock Hoi) เลขาธิการอาเซียน นายอันโตนิอู กุแตเรช (Mr. António Manuel de Oliveira Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ นางคริสติน ลาการ์ด กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Managing Director of International Monetary Fund) และนายแพทย์ จิม ยอง คิม ประธานธนาคารโลก (President of the World Bank Group)

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพัฒนาการของอาเซียนว่า อาเซียนเติบโตอย่างมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับท้าทายจากทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ และทางเทคโนโลยี เกี่ยวเนื่องไปถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนกับ สหประชาชาติ(UN) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก(World Bank)ให้เข้มแข็งมากขึ้น ใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ ประการแรก คือ การส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคและของโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องไม่สนับสนุนนโยบายการกีดกันทางการค้า เพื่อรักษาพลวัตของการค้าเสรีและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก และความจำเป็นในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินระยะยาว โดยคำนึงถึงบริบทและความท้าทายที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญ รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินขององค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มสิทธิออกเสียงให้กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ในการส่งเสริมบทบาทการรักษาความมั่นคงของระบบการเงินโลกร่วมกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ประการที่สอง อาเซียนจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางกายภาพโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง และความเชื่อมโยงที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความเชื่อมโยงทางดิจิทัล กฎระเบียบ และระหว่างประชาชนกับประชาชน ให้เป็นระบบและเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมกับการให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมืออื่น ๆ เช่น ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) Belt and Road Initiative ของจีน และ Quality Infrastructure ของญี่ปุ่น ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาเซียน ทั้งนี้ องค์การระหว่างประเทศสามารถเข้ามาสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมในทุกด้านด้วยได้


นายกฯ กล่าวว่า และประการสุดท้าย การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการขับเคลื่อนความเชื่อมโยงระหว่างการบรรลุวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 นั้น เพื่อให้อาเซียนเป็นประชาคมที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และสามารถบรรลุ SDGs ด้วยได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษย์ในทุกระดับ รวมทั้ง ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และร่วมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยไทยได้สนับสนุนแนวทางประชารัฐ ที่เป็นการทำงานแบบเครือข่ายในการร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร และเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การทำงานร่วมกันระหว่างอาเซียนกับองค์การระหว่างประเทศจะนำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของประชาชนแน่นอน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย แสดงความเสียใจต่อความสูญเสียจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ที่เกาะซูลาเวซี พร้อมทั้งส่งความปรารถนาดีและแรงใจจากชาวไทยให้อินโดนีเซียกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในเวลา 20.05 น. นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ไร (Ngurah Rai International Airport) เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีกำหนดการเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6 ) เวลา 00.05 น. ของวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม