ถอดบทเรียนคณะรัฐประหาร กับการตั้งพรรคการเมือง!!!

12.10.18 | 02:00 น.

ถอดบทเรียนคณะรัฐประหาร กับการตั้งพรรคการเมือง!!!

ย้อนอดีตการเมือง ในยุครัฐประหาร โดยคณะรัฐประหาร แล้วมีการตั้งพรรคสำรองเพื่อสนับสนุนอำนาจกลุ่มอำนาจเดิม เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งอีกครั้งหลังจากที่มีการเลือกตั้งนั้น เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2519

เพราะเดิมก่อนหน้านั้นแม้จะมีการทำรัฐประหารหลายครั้งหลายครา แต่เป็นการปฏิวัติเพื่อช่วงชิงอำนาจซึ่งกันและกัน ของคนกลุ่มก๊วนเดียวกัน ไม่ได้เป็นการปฏิวัติฝ่ายตรงข้ามเพื่อสืบทอดอำนาจ

ไม่ว่าจะยุค พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะทหารแห่งชาติ รัฐประหาร พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น แล้วตั้ง พ.ต.ควง อภัยวงศ์  ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี คณะรัฐประหาร ได้บังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งส่งมอบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คืนให้กับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อีกครั้ง หลังจากที่ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี 2 สมัย ตั้งแต่ปี 2781-2487 เป็นเวลา 6 ปี และในครั้งที่ 2 จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรี 6 สมัย ตั้งแต่ปี 2491-2500 เป็นเวลา 9 ปี กระทั่งถูกรัฐประหารโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

และในครั้งนั้น เริ่มมีการตั้ง ‘พรรคชาติสังคม’ โดยจอมพลสฤษดิ์เป็นหัวหน้าพรรค พล.ท.ถนอม กิตติขจร (ยศในขณะนั้น) เป็นรองหัวหน้า และในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 1 มกราคม 2501 พรรคชาติสังคม เป็นเสียงข้างมาก จัดตั้งรัฐบาล โดยมี พล.ท.ถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่บริหารประเทศเพียง 10 เดือน จอมพลสฤษดิ์ ได้ทำการรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2506 และถึงแก่อสัญกรรม

Advertisement

จอมพลถนอม จึงได้ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งปี 2506-2512 เป็นเวลา 6 ปี จึงจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ในปี 2512 พร้อมทั้งตั้ง ‘พรรคสหประชาไทย’ และชนะการเลือกตั้งเสียงข้างมาก กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2512-2514 และทำการปฏิวัติตัวเอง และเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปจนกระทั่งปี 2516 และเกิดเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516

ในช่วงนั้นยังคงมีการเลือกตั้งตามปกติ มีทั้งรัฐบาลจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกิจสังคม และพรรคประชาธิปัตย์ โดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 4 ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน ก็ถูกรัฐประหารอีกครั้ง ในช่วงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เพียง 1 ปี ในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 พล.ร.อ.สงัดได้ทำการรัฐประหารอีกครั้ง

และการเริ่มต้นของการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร โดยการตั้งพรรคการเมือง เพื่อเข้ามาบริหารประเทศ หลังประกาศการเลือกตั้งทั่วไป และชนะการเลือกตั้งเข้ามา แต่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ก็อุบัติขึ้น…!!!

จากนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2520 ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2521 จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป พร้อมทั้งตั้ง ‘พรรคชาติประชาธิปไตย’ ผ่านการเลือกตั้ง และชนะการเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

และเป็นกระแสจุดเริ่มของการจ่ายเงินซื้อเสียงอย่างดุเดือด จนเป็นที่มาของชื่อ ‘โรคร้อยเอ็ด’

ทุกท้าย พล.อ.เกรียงศักดิ์บริหารประเทศไม่ถึง 1 ปี ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะวิกฤตราคาน้ำมัน ที่ประกาศขึ้นราคาจนเกิดความเดือดร้อนทั่วประเทศ ตามด้วยวิกฤตผู้ลี้ภัย

จากนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งร่วมอยู่ในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นหนึ่งในคณะรัฐประหารของ พล.ร.อ.สงัด ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย ทำให้สภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นเลือก พล.อ.เปรมเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523

พล.อ.เปรมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกัน 3 สมัย ตามมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลานานถึง 8 ปีเต็ม และเปิดให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 4 สิงหาคม 2531

‘พรรคชาติไทย’ ที่นำโดย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ชนะการเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาล โดย พล.อ.ชาติชายได้เชิญ พล.อ.เปรมเป็นนายกรัฐมนตรี สมัครที่ 4 แต่ พล.อ.เปรมปฏิเสธที่จะรับตำแหน่ง พร้อมทั้งประกาศวางมือทางการเมือง พล.อ.ชาติชายจึงรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง (พล.อ.ชาติชายเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ พล.อ.เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย)

ที่ผ่านมา ในแต่ละยุคสมัย ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยครึ่งใบมาโดยตลอด กระทั่ง พล.อ.ชาติชายเข้ามาบริหารประเทศ และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตยเต็มใบ และด้วย ‘นโยบายเปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า’ ทำให้เศรษฐกิจประเทศเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก แต่สุดท้าย มีการกล่าวหาว่ามีโครงการทุจริตเกิดขึ้นมากมาย ในขณะเดียวกันเสียงรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนมาก จนถูกโจมตีเป็นครั้งแรกว่าเป็น ‘เผด็จการรัฐสภา’

พล.อ.ชาติชายบริหารประเทศเพียง 2 ปีกว่า เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ต่อมาในวันที่ 2 มีนาคม 2534 รสช.ได้เชิญ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2535

ซึ่งก่อนหน้านั้น รสช.มีความเคลื่อนไหวในการรวมพรรคต่างๆ ขึ้นเป็น ‘พรรคสามัคคีธรรม’ โดยมี นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรค และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ประธานที่ปรึกษาพรรค

และในการเลือกตั้ง ในที่ 7 พฤษภาคม 2535 พรรคสามัคคีธรรมชนะการเลือกตั้งเสียงข้างมาก 79 คน จึงได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคชาติไทย ซึ่งมี 74 คน พรรคกิจสังคม 31 คน พรรคประชากรไทย 7 คน และพรรคราษฎร 4 คน รวมเสียงได้ 195 เสียง และเสนอชื่อ นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่เกิดกระแสข่าวแพร่สะพัดว่า สหรัฐอเมริกาไม่ออกวีซ่าให้กับนายณรงค์ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ขณะที่เจ้าตัวปฏิเสธว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการใส่ร้ายเพื่อสร้างเงื่อนไขไม่ให้นายณรงค์ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี 5 พรรคการเมืองจึงหันมาเสนอชื่อ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

พล.อ.สุจินดาบริหารประเทศได้เพียงเดือนเศษ เกิดกระแสต่อต้านนายกรัฐมนตรีคนนอกอย่างหนัก ทั้งเกิดการลุกฮือจากภาคประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง และที่เรียกกันขณะนั้นว่าม็อบมือถือ ที่สามารถระดมคนมาร่วมชุมนุมได้อย่างรวดเร็ว จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จนทำให้ พล.อ.สุจินดาลาออกในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535

สุดท้ายพรรคสามัคคีธรรมก็หายไปกับสายลม

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนอก โดยกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง

ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 นายทักษิณ ชินวัตร นำ ‘พรรคไทยรักไทย’ ชนะการเลือกตั้ง เป็นเสียงข้างมาก ได้จัดตั้งรัฐบาล และบริหารประเทศจนครบวาระ 4 ปี และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 11 มีนาคม 2548 ในขณะที่หลายพรรค ซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ บอยคอตการเลือกตั้ง ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย 377 เสียง จนเป็นที่มาของการไม่ยอมรับการเลือกตั้ง และเป็นชนวนการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ

กระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทำการรัฐประหาร และเชิญ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในเวลาปีกว่า พร้อมทั้งจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 29 มกราคม 2551

‘พรรคพลังประชาชน’ ที่ถูกตั้งขึ้นมาแทนพรรคไทยรักไทย หลังจากที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค ทำให้กรรมการบริหารพรรค 111 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง

ฝั่ง คปค.ได้มีการตระเตรียม ‘พรรคเพื่อแผ่นดิน’ ไว้เป็นไม้เป็นมือให้กับคณะรัฐประหารในการเลือกตั้ง และ พล.อ.สนธิยังได้ตั้ง ‘พรรคมาตุภูมิ’ ขึ้นมา สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝัน เมื่อถึงวันเลือกตั้งจริง นายสมัคร สุนทรเวช นำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง จนชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในระหว่างนั้นถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ต้องตกเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เนื่องจากทำรายการชิมไปบ่นไป

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำ ‘พรรคเพื่อไทย’ ร่างที่ 3 ของพรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ขณะที่พรรคมาตุภูมิของ พล.อ.สนธิ ได้เพียง 2 เก้าอี้ และตกไปอยู่กับพรรคฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคเพื่อแผ่นดินยุบร่วมกับพรรคชาติพัฒนา ก็ยังได้ ส.ส.แค่ 7 ที่

แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องมาติดกับดักตัวเอง เมื่อมีการผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอยในรัฐสภา จนเกิดการประท้วงปิดกรุงเทพฯ ปิดสถานที่ราชการ ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตัดสินใจยุบสภา ในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 หลังจากบริหารประเทศได้ 2 ปี และตั้งรัฐบาลรักษาการ

สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคม 2557 เป็นเวลา 4 ปีเต็ม

อีกเพียงแค่ 4 เดือนนับจากนี้จะมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในรอบ 7 ปี หลังจากเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในปี 2554 ขณะที่มีการเปิดหน้าชัดเจนแล้วว่า 4 รัฐมนตรีจากซีกรัฐบาล ได้ไปนั่งกุมบังเหียน ‘พรรคพลังประชารัฐ’ จึงเป็นที่น่าสนใจว่าจากรูปแบบบทเรียนที่มีมาตามประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบชนะได้เสียงข้างมาก แต่บริหารประเทศไม่ได้ หรือจะเป็นแบบไม่มีคะแนน หรือจะเป็นนวัตกรรม ที่ชนะการเลือกตั้ง และบริหารประเทศไปจนครบเทอม โดยไม่มีปัญหาในการบริหารบ้านเมือง จนไปถึงปัญหาในการบริหารงานในสภา กับกติกาที่เขียนขึ้นเอง….

24 กุมภาพันธ์ 2562 จึงจะเป็นวันตัดสินทุกคำถามที่จะมีขึ้น และจะชี้ชะตาว่าใครจะได้ไปต่อ…

#ทีมงานการเมือง