การเลือกตั้งทั่วไปกับการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล เป็นเรื่องเดียวกัน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับผ่านๆ มา พรรคการเมืองใดครองที่นั่ง ส.ส.สูงสุด หรือรวบรวม ส.ส.ได้สูงสุด เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ได้สิทธิเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล วางตัวนายกฯ ฟอร์ม ครม.บริหารราชการแผ่นดินโดยอัตโนมัติ
แต่ครั้งนี้ มีการออกแบบกติกาต่างออกไป
พรรคชนะเลือกตั้ง หรือรวมเสียงในสภาล่างได้เกินครึ่งของจำนวนเต็ม 500 ที่นั่งหรือ 250 คนขึ้นไป หากเสียง ส.ส.ไม่ถึง 376 เสียง
หมดลุ้นเป็นรัฐบาล
รัฐธรรมนูญเขียนบัญญัติชัดเจน การโหวตเลือกนายกฯใช้เสียงของรัฐสภา 750 เสียง
หรือ 2 สภารวมกัน นั่นคือ เสียง ส.ส.จากเลือกตั้ง 500 คน และ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน
ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา ที่จะมีพรรคใดพรรคเดียวชนะเลือกตั้งถล่มทลาย 376 เสียง
อย่าพูดเลยว่า พรรคการเมืองจับมือกันได้ก็จบ สถานการณ์ที่เป็นอยู่และการถูกแทรกแซง มันเป็นไปไม่ได้
ในที่สุดก็ต้องไหลเข้าทาง แผนการสืบทอดบริหารประเทศ
พรรคการเมือง ไม่ต้องชนะเลือกตั้ง ไม่ต้องมีที่นั่งในสภาล่าง 250 คน หากโน้มน้าว กดปุ่มได้
ส.ว. 250 คนเทเสียงให้ อำนาจก็อยู่ในมือ
อาจเป็นพรรคเดียว 126 เสียง หรือผนึกพรรคอื่นให้ได้ 126 เสียง เพียงเท่านี้ ก็เป็นหลักประกันขั้นต้น
376 เสียงตั้งรัฐบาลได้ตามกติกา
มีความชอบธรรมตามกฎหมายแม่บทการปกครองประเทศสูงสุด
แม้ขัดหลักการปกครองตัวเองในระบบประชาธิปไตยสากล
เนื่องจากมิได้สะท้อนเจตนารมณ์ ความต้องการของประชาชนแท้จริง ที่แสดงออกตรงๆ ผ่านการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
ผลการเลือกตั้ง ถูกลดความสำคัญโดยกติกา
ที่มุ่งให้น้ำหนักเสียง ส.ว. 250 คนในสภาสูง ที่คิดเป็นแต้มต่อสูงถึงร้อยละ 33 ของเสียงสมาชิกรัฐสภา 750 คน
รัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับการรวบรวมเสียงให้ได้เสียงข้างมาก แทนการยึดจำนวนผู้แทน ตัวแทนเสียงสวรรค์เป็นหลัก
แน่นอนว่า หลังการเลือกตั้ง จะก่อให้เกิดการถกเถียง ชิงความชอบธรรม
ความชอบธรรม ที่เป็นความถูกต้องแท้จริง ยิ่งกว่าลายลักษณ์อักษรตามกฎหมาย
ระหว่างนักการเมือง พรรคการเมืองฝ่ายหนึ่งที่ชนะเลือกตั้ง ซึ่งเดิมได้สิทธิ เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
กับอีกฝ่าย ที่มาโดยชอบธรรมตามกติกาไม่เหมือนนานาอารยประเทศ
เรื่องนี้ต่างฝ่ายต่างก็รู้ตื้นลึกหนาบาง ความข้อนี้ดี
พรรคสายตรงขั้วอำนาจ จึงพยายามให้ได้ ส.ส.มากที่สุด อย่างน้อยต้องมาลำดับ 2
แต่น่าเชื่อได้ว่า ลึกๆ แล้วเป้าหมายคือ ชนะเลือกตั้ง
เพื่อให้มีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์
ขณะที่ฝั่งเพื่อไทย ก็เป้าหมายเดียวกัน เหตุมีช่องทางนี้ช่องเดียว ที่ทำให้การต่อสู้มีน้ำหนัก
ถึง 376 เสียงพรรคเดียวเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยต้องได้ 250 เสียง อย่างน้อยๆ สุดก็ต้องชนะเลือกตั้ง มาเป็นอันดับ 1 ถึงจะเสียงดัง มีอำนาจต่อรอง
การเมืองการเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562 จึงนอกจากเป็นการต่อสู้ชิงอำนาจบริหารแล้ว
ยังเป็นการต่อสู้ เชิงธรรมาภิบาลการเมือง ชิงเป็นฝ่ายถูกต้อง ชอบธรรม
ความชอบธรรมที่จะส่งผลสะเทือนในลำดับถัดไป
ไม่จบแค่ เมื่อมีการตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
หากแต่ยังส่งผล ในด้านบั่นทอน บ่อนเซาะต่อเนื่อง
เลือกตั้งครั้งที่ 1 แพ้แต่ชนะตั้งรัฐบาลได้อำนาจค้ำ แต่เลือกตั้งครั้งที่ 2 อาจไม่ง่ายเหมือนครั้งแรก และถึงแม้ผ่านไปได้อีกด่านก็ตาม
แต่ถ้าพึ่งพาอาศัยเงื่อนไข ของห้วงเวลาแห่งบทเฉพาะกาล ที่ให้อำนาจพิเศษ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯอีกครั้งเป็นคำรบสอง
เมื่อไหร่ก็ตามสิ้นฤทธิ์ ส.ว. ก็สุ่มเสี่ยงพังครืน
ในที่สุดก็หนีไม่พ้นวังวน รัฐบาลเฉพาะกิจ พรรคการเมืองเฉพาะกิจ ไม่มีอะไรยั่งยืน
ขืนแพ้เลือกตั้ง แก้เกมเรื่องความชอบธรรมไม่ได้
บทเฉพาะกาลก็แค่ยืดพยุงอายุขัยอำนาจนิยม ในที่สุดก็ไปต่อไม่ได้ ต้องจบ ปิดฉากใน 5 ปี
แต่หากตาลปัตรกลับด้านชนะเลือกตั้ง จะอยู่นานเท่านานคงไม่มีใครว่าได้ ตราบใดที่ประชาชนไว้วางใจมอบฉันทานุมัติให้บริหารประเทศ
จำลอง ดอกปิก

