‘เพื่อไทย’ กับกลยุทธ์ ‘แตกเพื่อโต’ เดินเกมผิด-สุ่มเสี่ยงถึงพ่ายแพ้

13.10.18 | 18:15 น.

ศึกเลือกตั้งส.ส.ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หลายพรรคต่างงัดสารพัดกลยุทธ์ สู้กับกติกาการเลือกตั้ง ที่เรียกว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ชี้ขาดทั้งเก้าอี้ ส.ส.เขต 350 ที่นั่ง และส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 ที่นั่ง

ดังที่แวดวงการเมืองรับรู้กันดีในกติกาการเลือกตั้งใช้บัตรเดียว หากพรรคไหนได้เก้าอี้ส.ส.เขตมาก เทียบเท่า หรือเกินจำนวนส.ส.พึงมี ที่พรรคนั้นๆจะได้รับ พรรคนั้นๆจะไม่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือได้ในจำนวนที่น้อยลง

ยุทธศาสตร์ของพรรคใหญ่ อย่าง “พรรคเพื่อไทย(พท.)” จึงต้องใช้กลยุทธ์ “แยกกันเดินร่วมกันตี” และ “แตกเพื่อโต”

ด้วยการผุดพรรคสำรอง พรรคพันธมิตร ทั้ง “พรรคเพื่อธรรม(พผ.)” ที่มี “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์”อดีตรองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นหัวหน้าพรรคฯ และ “นลินี ทวีสิน” อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองหัวหน้าพรรคฯ

ส่วน “พรรคเพื่อชาติ(พ.พ.ช.)” มี “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานนปช. และ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานรัฐสภา เป็นสองหัวหอกหลักในการขับเคลื่อน
กับเป้าหมายหวังแชร์สัดส่วนเก้าอี้ส.ส.บัญชีรายชื่อ

Advertisement

เพราะจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย นั่นคือ ส.ส.เขต หากย้อนดูผลการเลือกตั้งส.ส.ในปี 2554 พรรคเพื่อไทย เข้าป้ายมาด้วยเสียงอันดับที่ 1 คือ 265 เสียง แบ่งเป็น ส.ส.เขต 204 เสียง และส.ส.บัญชีรายชื่อ 61 เสียง โดยคะแนนส.ส.เขตที่พรรคเพื่อไทย ได้รับคือ 14,272,771 คะแนน

หากใช้ตัวเลขกลมๆ ที่หลายคนได้คำนวนสัดส่วนคะแนน 70,000 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คนนั้น จำนวนส.ส.พึงมีของพรรคเพื่อไทย จะอยู่ที่ 14,272,771 คะแนน หารด้วย 70,000 คะแนน เท่ากับ 203.89 คน แต่จำนวนส.ส.เขตที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอยู่ที่ 204 คน ซึ่งถือว่าเกินกว่าจำนวนส.ส.พึงมีของพรรคเพื่อไทย จะทำให้ไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ

แต่ในมุมมองของ อ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ถึงตัวเลขคณิศาสตร์ของระบบการเลือกตั้งแบบใหม่กลับมองในมุมที่ต่างกันว่า

“ในการเลือกตั้งปี 2562 จำนวนเขตลดลงจาก 375 มาเป็น 350 เขต ดังนั้น จำนวน ส.ส.เขตของเพื่อไทยจะลดลง บวกกับอดีตส.ส.ส่วนหนึ่งที่ย้ายออก จึงทำให้ตัวเลข ส.ส.เขต ที่เอาไปลบสัดส่วนที่นั่งที่พรรคพึงมีลดลงไปด้วย

จากการนับเร็วๆ พบว่า ปี 2554 เพื่อไทยได้คะแนนเป็นอันดับ 2 จำนวน 128 เขต ซึ่งเป็นอันดับ 2 ที่คะแนนค่อนข้างสูงในทุกเขต อยู่ในอันดับ 3 จำนวน 36 เขต ที่คะแนนส่วนใหญ่เกิน 10,000 คะแนน ยกเว้นใน 14 เขต ที่อยู่ในภาคใต้ และได้อันดับ 4 และ 5 ใน 7 เขต ทั้งหมดล้วนอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเพื่อไทยมีคะแนนเพียงเขตละหลักพัน

แม้กลไกระบบเลือกตั้งใหม่ จะทำให้เพื่อไทยได้ส.ส. น้อยลง แต่ด้วยสัดส่วนคะแนนที่เพื่อไทยชนะในอันดับ 2 และ 3 ที่สูงดังกล่าว จึงเชื่อว่าเพื่อไทยน่าจะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 20 ที่นั่ง ไม่ใช่ 0 ที่นั่งอย่างที่บางท่านเสนอไว้ เมื่อรวมกับส.ส.เขตแล้ว มีความเป็นไปได้ที่จะได้ 200 ที่นั่ง (+- 10)

ซึ่ง อ.สิริพรรณ ได้คำนวณ สัดส่วนของส.ส. 1 คน ต่อผลคะแนนการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 อยู่ 63,552 คะแนน ต่อ ส.ส.1 คน (มาจากจำนวนคะแนนรวมของทุกพรรค ที่หักด้วยคะแนนบัตรเสีย และคะแนนของผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน และหารด้วยจำนวน ส.ส.ทั้งหมด คือ 31,760,968/500 เท่ากับ 63,552 คะแนน)
พอมาคำนวณจำนวนส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยพึงมี จากคะแนนผลการเลือกตั้งส.ส.เขต เมื่อปี 2554 คือ 14,272,771 คะแนนหารด้วย 63,552 จะได้จำนวนส.ส.พึงมีของพรรคเพื่อไทย เท่ากับ 224 คน

เมื่อพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกตั้งส.ส.เขตมา 204 คน จะทำให้ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 20 คน รวมเป็น 224 คน ตามจำนวนส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยพึงมี”

แม้จำนวนส.ส.ของพรรคเพื่อไทย จะลดลงถึง 41 คน จากจำนวนเต็ม 265 ที่นั่งจากระบบการเลือกตั้งที่ใช้บัตร 2 ใบ

กลยุทธ์การขับเคลื่อนพรรคสำรองของพรรคเพื่อไทย ที่มีทั้งพรรคเพื่อธรรม และพรรคเพื่อชาติ จึงต้องการมาช่วงชิงเก้าอี้ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในสัดส่วนที่พรรคเพื่อไทยหดหายไป

แต่ใช่ว่าพรรคสำรอง จะการันตีจำนวนเก้าอี้ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามที่พรรคเพื่อไทยคาดหวังไว้ให้ได้ตามกลยุทธ์

เพราะการคัดเลือกผู้สมัครส.ส.ลงในแต่ละเขต ทั้งพรรคหลัก พรรคสำรอง จะต้องมีความละเอียด รอบคอบ คิดกันหลายชั้น

หากส่งผู้สมัครส.ส.ครบทุกเขต ชนกันทั้ง 3 พรรค โอกาสที่จะเกิดการแย่งเสียงกันเอง หรือตัดเสียงกันเองก็มีสูง เพราะมีฐานเสียงของทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคสำรองล้วนเป็นกลุ่มเดียวกัน สุ่มเสี่ยงที่จะพลาดท่า พ่ายแพ้ให้กับพรรคคู่แข่งได้

การหาเสียงและทำความเข้าใจ ทั้งกับผู้สมัครส.ส. หัวคะแนน ไปจนถึงกองเชียร์ที่จะเลือกผู้สมัครของแต่ละพรรคจึงมีความสำคัญมาก

หากกองเชียร์ดันชอบ”คนที่รัก แต่ดันไปอยู่ในพรรคที่ไม่ชอบ” ประเด็นนี้จึงเป็นอีกปัญหาให้แต่ละพรรคต้องไปหาทางแก้

เพราะการเลือกตั้งที่ใช้บัตรใบเดียว หากพรรคใดเดินเกมผิด โอกาสแพ้ก็มีสูงเช่นเดียวกัน