27 ปีบนเส้นทางการเมือง จุดยืนและอุดมการณ์ ของ ‘อลงกรณ์ พลบุตร’ ผู้ท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ No.3
บนเส้นทางการเมืองสีขาวและการปฏิรูป
เส้นทางชีวิตทางด้านการเมืองของผมเริ่มต้นโดยสมัครเป็นสมาชิกพรรคปชป.ตั้งแต่ปลายปี2534 ลงสมัครเป็นส.ส.เพชรบุรีในนามพรรคโดยตั้งปณิธานขอเป็นผู้แทนราษฎรที่ดีจนประชาขนเกิดศรัทธาประสบผลสำเร็จชนะเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนปี2535 โดยยึดหลักการและแนวทางการเมืองสีขาวเช่นเดียวกับ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย จนได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนชาวเพชรบุรีช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์มีส.ส.ครบทุกเขตในจังหวัดเพชรบุรี ในเวลาต่อมา
เมื่อผมได้เป็นรองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคกลางเป็นครั้งแรกในปี2548 ได้ขยายสาขาและจัดให้มีศูนย์ประสานงานพรรคตำบลบ่มเพาะอุดมการณ์สมาชิกจนเกิดพลังประชาธิปัตย์ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีส.ส.ในภาคกลาง26จังหวัดเพิ่มจากส.ส.7คนขยายเป็น35คนในการเลือกตั้งปี2550และชนะยกจังหวัดชลบุรีเป็นครั้งแรก
ต่อมาเมื่อได้เป็นรองหัวหน้าพรรครอบที่2ในปี2554 ก็ได้ใช้กลยุทธ์”ติดอาวุธความคิด-เปิดพรรคกว้าง-สร้างเครือข่าย-ขยายฐานพรรค”ให้ส.ส.และสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานสามารถขยายสาขาพรรค เพิ่มศูนย์ประสานงานพรรคตำบล พร้อมทั้งจัดให้มีการอมรมบ่มอุดมการณ์ในกลุ่มแกนนำและสมาชิกพรรคจำนวนมากเกือบ2พันคนภายในเวลา6เดือน และต่อมาได้คิดริเริ่มผลักดันให้ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเดือนเมษายนปี2556 โดยผมไม่สนใจว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นเช่นไรเพราะคิดว่าอนาคตของพรรคสำคัญกว่าตัวเอง เป็นผู้นำต้องกล้าคิดกล้าทำ ผมเชื่อในการปฏิรูปพรรคว่าจะทำให้พรรคดีขึ้น
ผมคือคนของพรรคไม่ใช่คนของใคร
แม้จะได้เป็นรองหัวหน้าพรรคถึง 2 รอบ เป็น ส.ส.6สมัย รวมทั้งเป็นรัฐมนตรี ก็ไม่เคยสร้างกลุ่มสร้างพวกในพรรคเหตุเพราะไม่ชอบการเมืองแบบนั้น ดังนั้นตลอดเวลาผ่านมากว่า20ปีที่อยู่กับพรรคจึงไม่ได้เป็นคนของใครหรือกลุ่มใด โดยยึดถือมาตลอดว่าผมเป็นคนของพรรคเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อตัดสินใจลงสมัครหัวหน้าพรรคในครั้งนี้จึงไม่คิดว่าจะต้องมีกลุ่มใดมาส่งเข้าแข่งขันแต่อย่างใดทั้งสิ้นนอกจากสมาชิกพรรคที่เห็นในความตั้งใจของผมและเกิดศรัทธา
ผมอยากเห็นการเลือกตั้งหยั่งเสียงไพรมารี่เป็นตัวอย่างต้นแบบที่ดีของทุกพรรคการเมืองซึ่งเป็นข้อริเริ่มที่น่าชื่นชมของท่านหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยสมาชิกพรรคไม่ว่าอดีตส.ส.หรือสมาชิกโดยทั่วไปได้ใช้ดุลยพินิจพิจารณาด้วยตัวเองว่าใครเหมาะสมจะเป็นหัวหน้าพรรค และเมื่อเลือกตั้งเสร็จจะได้ไม่มีปัญหาภายหลังว่าคนนี้คนนั่นอยู่กลุ่มไหนเพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน
อุดมการณ์ที่ถูกทดสอบ
นอกจากนี้ในการทำงานให้พรรคนับแต่เป็นส.ส.สมัยแรกก็ยังปฏิบัติหน้าที่อื่นๆไปพร้อมๆกันดังเช่นในปี2543 เมื่อประเทศไทยเกิดวิกฤติการณ์น้ำมัน ขณะนั้นมีดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นรมว.วิทยาศาสตร์ ได้แต่งตั้งให้ผมเป็นประธานโครงการแปรรูปพืชพลังงานเป็นเอทานอล ใช้เวลาดำเนินการรวม9เดือน ได้ทำรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัยโดยได้รับการอนุมัติเห็นชอบ จึงทำให้ทุกวันนี้เรามีโอกาสได้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอลล์และมีสถานีบริการน้ำมันจำหน่ายทั่วประเทศทำให้สื่อมวลชนขณะนั้นตั้งฉายาว่า”มิสเตอร์เอทานอล”
ตั้งแต่วันนั้นปี 2543 จนถึงวันนี้มีโรงงานเอทานอลหลายสิบแห่งแต่ผมไม่เคยมีหุ้นในโรงงานเอทานอลแม้แต่หุ้นเดียว จะมีก็แต่มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยที่ผมก่อตั้งทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้อย่างต่อเนื่องมากว่า10ปี
ต่อมาระหว่างปี2545-2549 ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานตรวจสอบการทุจริตของพรรคและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในช่วงที่รัฐบาลในขณะนั้นมีอำนาจสูงสุด ก็ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตรงไปตรงมาไม่มีอคติส่วนตัวกับใครจึงไม่คิดจะหวั่นกลัวหรือยำเกรงต่ออำนาจรัฐ แม้ต่อมาจะถูกฟ้องร้องเกือบ20คดีก็ตาม
อย่างไรก็ตามการทำหน้าที่ดังกล่าวมีส่วนทำให้สื่อมวลชนประจำรัฐสภาเลือกให้ผมเป็น”ดาวเด่นแห่งปีของรัฐสภา”คนเดียวจากส.ส.500คนและสว.200คน ในฐานะมือปราบทุจริตของรัฐสภา หนึ่งในคดีทุจริตที่มีผลทำให้นักการเมืองต้องรับโทษทัณฑ์ได้แก่ การตรวจสอบคดีทุจริตปุ๋ยปลอมจนเป็นเหตุทำให้รัฐมนตรีเกษตรและเลขานุการรัฐมนตรีต้องได้รับโทษอาญาติดคุก
ครั้นเมื่อเป็นรัฐมนตรี ก็ได้รับการโหวตให้เป็นรัฐมนตรีท็อปเทนที่มีผลงานเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนติดต่อกัน2ปี และได้รับคัดเลือกจากนิตยสารอังกฤษให้เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดด้านทรัพย์สินทางปัญญา1ใน50คนของโลก แม้ผมจะเป็นเพียงรัฐมนตรีช่วยคุมกรมเล็กๆในกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น และตลอดระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอรัปชั่น

วันเวลาของการปฏิรูปประเทศ
ในยามที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤติร้ายแรงจนเกิดการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคมปี2557 ผมสมัครเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปโดยไม่มีใครชวน เพียงแต่คิดอยากแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นของประเทศที่ต้นเหตุ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งและสมาขิกสปช.เลือกให้เป็นเลขานุการคณะกรรมการประสานงานสปช.ซึ่งต้องวางตัวเป็นกลาง จึงได้ลาออกจากสมาชิกพรรคปชป.เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี2557 การลาออกครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับปัญหาความเห็นต่างในกรณีการผลักดันให้มีการปฏิรูปพรรคในปี2556แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ระหว่างที่ผมทำหน้าที่เป็นสปช.ได้ลงมติตามความเชื่อมั่นบนจุดยืนของตัวเองเช่นการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ โดยไม่คิดว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และยิ่งไม่คิดว่าสภาสปท.จะเลือกให้เป็นรองประธานคนที่หนึ่ง
ขอเรียนว่า ตลอดเวลาที่ทำงานปฏิรูปประเทศก็ไม่เคยไปพบผู้นำรัฐบาล หรือคสช.ไม่ว่าที่บ้านหรือในค่ายทหารแม้แต่ครั้งเดียวในช่วงเวลาที่ทำงานเกือบ 3 ปีในฐานะที่เป็นสมาชิกสปช.หรือเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะพบแต่เฉพาะการประชุมอย่างเป็นทางการเท่านั้น

ถ้าผมอยากเป็น อยากมี ก็คงจะสานสัมพันธ์เพื่อปูทางสำหรับอนาคตของตัวเอง แต่ก็ได้บอกกับทางแม่น้ำ5สายว่าผมมาทำงานเพื่อปฏิรูปประเทศชาติของเรา ไม่ใช่เพื่อคนใดหรือคณะใด ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีและคสช.รวมทั้งแม่น้ำ5สายก็เคารพจุดยืนของผมและให้เกียรติผมตลอดมา
ท่านคงพอทราบว่าผมจบธรรมศาสตร์เป็นลูกศิษย์อาจารย์ป๋วยซึ่งท่านเคยทำงานกับรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์หลายปี ท่านทำงานเพื่อประเทศไม่ใช่เพื่อคณะใดคนใด ผมก็นำหลักการของท่านมาถือปฏิบัติเช่นกัน
หลายคนคิดว่าผมเหมือนหนูตกถังข้าวสารแห่งอำนาจและผลประโยชน์ แต่แท้จริงหนูตัวนี้กลับไม่กินข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียวขอเรียนถามว่า ถ้าเป็นใครก็ตาม และมีโอกาสแบบนี้ ท่านจะถือตัววางตนแบบผมหรือไม่
เลือกทางเดินบนเส้นทางประชาธิปัตย์
ต่อมาเมื่อมีการตั้งกลุ่มตั้งพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุนท่านนายกฯประยุทธ์ ผมก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
จากการที่ผมเป็นนักการเมืองเพียงคนเดียวที่มีตำแหน่งสูงสุดในแม่น้ำ5สาย ถ้าอยากจะรับใช้ผู้มีอำนาจโดยหวังลาภหวังยศหวังตำแหน่งคงจะมีชื่อผมไปร่วมเคลื่อนไหวข้องแวะด้วยแล้ว
กลับตรงกันข้าม ผมได้กล่าวเตือนทั้งในสื่อสาธารณะและส่วนบุคคลว่า อย่าเดินหลงทาง การเมืองเก่าสร้างการเมืองใหม่ไม่ได้ หากจะเดินหน้าปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จตามที่สปช.และสปท.เสนอ
สุดท้าย ผมขอให้ทุกท่านทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ซึ่งพอจะบ่งชี้ได้ชัดว่าผมเป็นนอมินีคสช.หรือกลุ่มใดคณะใดหรือไม่
ผมไม่มีใครส่งเข้าประกวดครับแต่จะขอได้มีโอกาสและหวังจะให้สมาชิกพรรคเท่านั้นมาข่วยเป็นผู้สนับสนุนผม
เหตุการณ์ต่างๆ จาก วัน เวลา ผ่านมา27ปี คงจะช่วยพิสูจน์ได้ว่าผมเป็นคนเช่นไร
และมีความรู้ประสบการณ์ความสามารถอุดมการณ์สมควรที่จะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่
ขอแสดงความนับถือ
อลงกรณ์ พลบุตร
หมายเลข 3

