รายงาน : ‘อลงกรณ์ พลบุตร’ วางฐานการเมืองสีขาว ชิงเก้าอี้‘หัวหน้าปชป.’

14.10.18 | 13:00 น.

หมายเหตุ – นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 ในฐานะผู้สมัครเบอร์ 3 ที่เข้ารับการหยั่งเสียงชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืน วิสัยทัศน์ รวมทั้งแนวทางการบริหารประเทศ หากได้รับการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

•จุดยืนเรื่องที่จะไม่บอยคอตการเลือกตั้ง หากได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคจะทำได้มากน้อยเพียงใด

ผมขออำนาจสมาชิกในการเลือกตั้งระบบไพรมารีโดยประกาศจุดยืนวิสัยทัศน์และแนวทางนโยบายของผมชัดเมื่อสมาชิกเจ้าของพรรคมอบอำนาจให้ผมเป็นหัวหน้าพรรคก็ต้องถือปฏิบัติตามนั้น รวมทั้งจะไม่มีการบอยคอตการเลือกตั้งโดยเด็ดขาดในยุคสมัยที่ผมเป็นผู้นำ

•การปฏิรูปพรรคหากได้เป็นหัวหน้าพรรค จะได้เห็นเป็นรูปธรรมเรื่องใดบ้าง

ภารกิจที่จะทำคู่ขนานพร้อมๆ กันคือ งานเลือกตั้ง และงานปฏิรูปพรรคที่ต้องบริหารให้สมดุลระหว่าง
ทั้ง 2 ภารกิจ ผมจะตั้งคณะกรรมการบริหารการเลือกตั้งมีรองหัวหน้าพรรคคนหนึ่งเป็นประธานรับผิดชอบการเลือกตั้งโดยตรงและจะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปพรรคโดยผมจะเป็นประธานด้วยตัวเองจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปพรรคในกรอบการปฏิรูป 4 ด้านเพื่อปรับรากฐานและสร้างศักยภาพใหม่ทันทีได้แก่ 1.ปฏิรูปภาวะผู้นำทุกระดับ 2.ปฏิรูปการบริหารจัดการรวมทั้งโครงสร้างและระบบใหม่ 3.ปฏิรูปจุดยืนวิสัยทัศน์และนโยบาย และ 4.ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่และความเป็นประชาธิปไตยในพรรค

Advertisement

นอกจากนี้ ผมจะปรับโครงสร้างพรรคตั้ง 5 หน่วยงานใหม่ ได้แก่ 1.สำนักงานวิจัยและพัฒนานโยบาย 2.สำนักบริหารกิจการสมาชิกและสาขาพรรค 3.สำนักบริการประชาชน 4.สำนักบริหารงานการเมือง และ 5.สำนักกิจการต่างประเทศ ซึ่งเคยเสนอตั้งแต่เมื่อปี 2556 และจัดตั้งใหม่อีก 3 หน่วยงาน คือ ศูนย์ New Gen D (ศูนย์คนรุ่นใหม่) ศูนย์ IT เทคโนโลยีสารสนเทศและศูนย์ HRD พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เราต้องเร่งนำเทคโนโลยีและการพัฒนาคนมาใช้ทันทีพร้อมกับทีมคนรุ่นใหม่จะมอบภารกิจและพื้นที่ทำงานแบบเปิดกว้างเต็มที่ ทีมงานเรื่องนี้มีแล้วพร้อมทำทันที ต่อไปพรรคต้องใช้บล็อกเชนเทคโนโลยี (blockchain technology) บิ๊กดาต้า (Big Data) อินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (internet of things) มาใช้ในการบริหารพรรคและสื่อสารถึงสมาชิกพรรคและสาขาพรรคจึงต้องฝึกอบรมพัฒนาพนักงานเจ้าหน้าที่กรรมการสาขาพรรคและ ส.ส.ของเราพร้อมกับการพัฒนาระบบไอทีตามนโยบายดิจิทัล ประชาธิปัตย์ (Digital Democrat) นี่เป็นเพียงตัวอย่างของแนวทางการบริหารบางส่วนเท่านั้นงานปฏิรูปพรรคจะเสริมงานการเลือกตั้งสร้างความเชื่อมั่นใหม่ต่อสมาชิกพรรคและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

•ข้อครหาที่พรรค ปชป.ชอบเล่นการเมืองแบบฟุตบอลแพ้แต่คนไม่แพ้ หากได้เป็นหัวหน้าพรรคจะไม่นำการเมืองลงสู่ท้องถนนได้อย่างไร

ไม่มีแน่นอนในยุคของผม ในอดีตที่ผ่านมาคือบทเรียน บ้านเมืองของเราเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้งหลายหนตลอด 86 ปีของประชาธิปไตย เรามีรัฐประหาร 13 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ เราจะให้ระบอบประชาธิปไตยเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวังวนเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ ผมจะไม่ยอมให้สมาชิกของเราและประชาชนที่แม้จะคิดต่างกับเราต้องมาสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้ออีกต่อไป เรามีส่วนต่อความผิดพลาดและผมคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องมาตั้งหลักและเริ่มต้นใหม่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง จากนี้ไปรัฐสภาจะเป็นศูนย์กลางการแก้ไขปัญหาและทุกเรื่องจบลงในระบบรัฐสภาและการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของประชาชน จุดยืนของผมคือประชาธิปัตย์ต้องพร้อมเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านที่มีความเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง ต้องไม่กลัวแพ้ แพ้คือแพ้ แพ้ก็ปรับปรุงตัวเองสู้กันใหม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เราต้องยึดครรลองของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาพรรคการเมืองใดชนะเลือกตั้งได้เสียงจากประชาชนเป็นอันดับหนึ่งต้องได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาล ถ้าจัดตั้งไม่สำเร็จก็ให้พรรคการเมืองลำดับถัดมาจัดตั้งรัฐบาล

สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนต้องปฏิบัติตามปฐมอุดมการณ์พรรค 10 ข้อ และกฎเหล็ก 5 ข้อของผม คือ ต้องยึดมั่นระบบรัฐสภาและเคารพมติของประชาชน จุดยืนที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะฟื้นศรัทธาของประชาชนและเราจะกลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นหลักของประเทศ วันหน้าเราจะชนะใจประชาชน ผมมั่นใจ ในความคิดของผมมีวิถีทางเดียวเท่านั้นคือวิถีแห่งการเมืองสีขาวที่จะสร้างหลักประกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ผมจะวางรากฐานการเมืองสีขาวโดยประชาธิปัตย์จะเป็นผู้นำเพื่อสร้างแนวปฏิบัติใหม่ทางการเมืองคือการเมืองสีขาว

การเมืองสีขาววางอยู่บนกฎเหล็ก 5 ข้อ ได้แก่ 1.เลือกตั้งสุจริต ไม่ทุจริตเลือกตั้ง 2.หาเสียงสร้างสรรค์แข่งขันนโยบายความสามารถ ไม่ใส่ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชัง 3.รับทุนคุณธรรม ไม่รับทุนสามานย์ต่างตอบแทนต้นเหตุคอร์รัปชั่นทางการเมือง 4.ไม่ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง และ 5.ยึดมั่นระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มันอาจจะยากแต่ต้องทำให้ได้และนี่คือบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำทางการเมือง ต้องทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ผมเชื่อว่าความดีจะชนะทุกสิ่ง

•คนเป็นหัวหน้าพรรคต้องมีชื่อเป็นว่าที่นายกฯ มีแนวทางการบริหารประเทศอย่างไร

ก่อนอื่นต้องตีโจทย์ประเทศให้ออกว่า เรามีปัญหาอะไรและจะบริหารประเทศอย่างไร ประเทศของเรามีปัญหาใหญ่ 6 ข้อ ปัญหาการเลือกตั้งไม่สุจริต ปัญหาประชาธิปไตย ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาระบบราชการ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้ประเทศของเราติดกับดัก 3 ประการ กับดักความแตกแยกขัดแย้งจากปัญหาการเมือง กับดักความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมทำให้รวยกระจุกจนกระจายตลอด 30 ปี ความเหลื่อมล้ำนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลง กับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap country) เพราะการปฏิรูปยังคืบหน้าไม่มาก การแก้ไขโจทย์ใหญ่ 10 ข้อ และกับดัก 3 ประการ ต้องมีหลักการวิธีการบริหารที่เด็ดขาดชัดเจนและทำทันที

ทั้งนี้ การบริหารประเทศของผมยึดหลักการ 1.ธรรมาภิบาล 2.ประชาธิปไตย 3.ประสิทธิภาพ 4.นิติรัฐ 5.เทคโนโลยี โดยมี 10 วาระการบริหารประเทศเร่งด่วน 1 ปีแรก ได้แก่ 1.ปฏิรูปการศึกษายกเครื่องทั้งโครงสร้างและระบบ 2.ปฏิรูปตำรวจและกฎหมายล้าสมัย 3.ปฏิรูปโมเดลเศรษฐกิจใหม่ 4.ปฏิรูประบบราชการ ลดขนาดภาครัฐ 5.ปฏิรูปงบประมาณและภาษีโดยลดภาษีและขยายฐานภาษี 6. สวัสดิการคนจน 7.ปฏิรูปที่ดินและกระจายการถือครองที่ดิน 8.งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ 9.ขจัดการผูกขาดลดความเหลื่อมล้ำ 10.ดิจิทัลไทยแลนด์

ภายใต้การบริหารประเทศของผมจะกำจัดการคอร์รัปชั่นอย่างเฉียบขาดไม่ลูบหน้าปะจมูก ไปพร้อมๆ กับการบริหารประเทศด้านอื่นๆ ถ้าจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้ การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนจะเดินต่อไม่ได้ เหมือนคนป่วยจะวิ่งแข่งกับใครได้ สัปดาห์หน้าในระหว่างดินเนอร์ทอล์กในวันที่ 16 ตุลาคม ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ผมจะประกาศกฎเหล็ก 10 ข้อเป็นบัญญัติ 10 ประการปราบคอร์รัปชั่นสำหรับนักการเมืองเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนของพรรคประชาธิปัตย์

•การสู้ศึกครั้งนี้ ถือเป็นมวยรองเช่นเดียวกัน จะเอาจุดแข็งอะไรไปสู้กับหัวหน้าพรรคคนเก่าบ้าง?

การเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ สมาชิกจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในห้วงเวลาที่จะต้องนำทัพสู่การเลือกตั้งและปฏิรูปพรรคเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ไปพร้อมๆ กันและต้องบริหารพรรคในสถานการณ์การเมืองที่ยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายขัดแย้งเผชิญหน้า และปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ผันผวนและตึงเครียดที่รุมเร้าประเทศของเราภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องมีหัวหน้าพรรคที่มีประสบการณ์เป็นนักบริหาร เป็นนักปฏิรูป มีภาวะผู้นำสูง มีความสามารถ มีจุดยืนวิสัยทัศน์ และไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง จึงจะสามารถรับมือและตอบโจทย์เหล่านี้ได้

สมาชิกต้องเลือกระหว่างอดีตที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นอย่างไร จะเลือกการบริหารและการเมืองแบบเดิมและความพ่ายแพ้ซ้ำซากที่ยังไม่มีความหวังให้เห็นเลยว่า ประชาธิปัตย์จะกลับมาชนะได้เมื่อไหร่ แม้แต่การเลือกตั้งที่จะมาถึงในปีหน้ากับผู้นำคนใหม่ แนวทางการเมืองสีขาวและอนาคตที่จับต้องได้ ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกคนต้องการหัวหน้าพรรคที่จะนำประชาธิปัตย์ให้ชนะเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 22 ปี หรืออย่างน้อยต้องสร้างโอกาสที่จะกลับมาชนะเป็นพรรคอันดับหนึ่งอีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงและครั้งต่อไป มั่นใจว่าผมเป็นทางเลือกที่ตรงกับความต้องการของสมาชิกพรรค ไม่เคยคิดว่าเป็นมวยรองในการทำศึกไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตที่จังหวัดเพชรบุรีหรือการเลือกหัวหน้าพรรคในครั้งนี้ ผมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านหัวหน้าพรรคมาตั้งแต่ปี 2535 ทั้งในฐานะ ส.ส. 6 สมัย ในฐานะรองหัวหน้าพรรค 2 สมัย และในฐานะรัฐมนตรี ผมเชื่อมั่นในความดี ความซื่อสัตย์ ความเฉลียวฉลาด และความมีอุดมการณ์ของท่านโดยปราศจากข้อสงสัยไม่เคยเปลี่ยนแปลง โดยส่วนตัวผมศรัทธาและสนับสนุนท่าน

แต่วันนี้เป็นเรื่องของพรรคไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เรื่องมีจุดแข็งอะไรที่คิดว่าจะแข่งได้ ก็ต้องเรียนว่า ผมมีในสิ่งที่ท่านมี แต่ท่านไม่มีในสิ่งที่ผมมี สิ่งเดียวที่ผมยังไม่มีเหมือนท่านคือ การเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผมเกิดในต่างจังหวัดเคยยากจน เคยด้อยโอกาส ผมเข้าใจบริบทคนจน คนไม่มี คนในชนบท ผมจบมหาวิทยาลัยปริญญาตรี โท ในไทย คือธรรมศาสตร์ ลูกศิษย์อาจารย์ป๋วย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แต่ผ่านการศึกษาฝึกอบรมประกาศนียบัตรชั้นสูงเกือบ 10 ประเทศในหลายสาขาวิชาการและวิชาชีพ วันนี้ผมเป็นเจ้าของและผู้บริหารบริษัท 3 แห่ง เป็นผู้บรรยายพิเศษหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและเอกชน เช่น บยส.ของศาลยุติธรรม นธป.ของศาลรัฐธรรมนูญ วตท. และ Tepcot ของภาคเอกชน สถาบันพระปกเกล้า วิทยาการตำรวจ และสอนนักศึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท หลายมหาวิทยาลัย

ผมเคยนอนเสื่อผืนหมอนใบสู้ชีวิตในอเมริกา เป็นเจ้าของและผู้บริหารบริษัทหลายกิจการตั้งแต่อายุ 30 ปี ผมเป็นผู้นำนักเรียนนักศึกษาตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้นจนจบออกมาประกอบอาชีพใดก็ยังผลักดันการปฏิรูป ไม่ว่าตอนเป็นสื่อมวลชน เป็นนักการเมือง หรือเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเกือบ 3 ปีที่ทำงานปฏิรูปก็ไม่เคยไปพบ คสช.หรือผู้นำแม่น้ำ 5 สายคนใด ไม่ว่าที่บ้านหรือในค่ายทหารแม้แต่ครั้งเดียว เพื่อแสวงประโยชน์หรือสร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดเพื่ออนาคตทางการเมือง ผมบอกผู้นำทุกคนในแม่น้ำ 5 สายว่ามาทำงานปฏิรูปประเทศไม่ได้ทำงานเพื่อคนใดคนหนึ่ง เหมือนอาจารย์ป๋วยที่เคยทำงานให้กับรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ซึ่งทุกคนก็เข้าใจในจุดยืนของผม

•จุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่คือนำพรรคไปสู่ประชาธิปไตยจะสามารถแบกรับหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่

ผมมั่นใจว่าด้วยจุดยืนวิสัยทัศน์ประสบการณ์ความรู้ความสามารถและอุดมการณ์ที่มั่นคงตลอด 27 ปีที่พิสูจน์แล้ว และแนวทางการเมืองสีขาว จะสามารถนำพรรคไปสู่การเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนและเป็นประชาธิปัตย์ยุคใหม่ พูดเสมอว่าผมจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของทุกคน ของทุกภาค และของคนไทยทุกคน เราคือครอบครัวเดียวกันไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ได้เป็น จะไม่มองแค่รั้วบ้านของตัวเองและประโยชน์ของพรรคของตัวเท่านั้น เพราะเหนือกว่าเป้าหมายและประโยชน์ของพรรคคือเป้าหมายและประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทุกคน บ้านเมืองเราบอบช้ำมามากแล้ว เราได้สูญเสียโอกาสของประเทศจากระบบการเมืองเก่า การคอร์รัปชั่น และความขัดแย้งแตกแยก เราเคยผิดเคยพลาดกันมาไม่มากก็น้อย ถึงเวลาที่เราจะเริ่มต้นตั้งหลักใหม่ ผมพร้อมที่จะแบกรับภารกิจดังกล่าว พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของผมจะตั้งต้นใหม่ จะปฏิรูปครั้งใหญ่เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยและยกระดับอัพเกรดประเทศของเราสู่ชาติพัฒนาแล้วเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทยทุกคน