2 ขั้วโจทย์ยาก ปรองดองยังมืด เลือกตั้งระอุ

14.10.18 | 13:00 น.

ความขัดแย้งของการเมืองไทยนั้นปรากฏออกมาอย่างคมชัด
ขั้ว ทักษิณ ชินวัตร และขั้ว ไม่เอา ทักษิณ ชินวัตร

ขั้ว ทักษิณ เกาะกุมกับการเลือกตั้ง เพราะทุกๆ การเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนเลือกพรรคที่ทักษิณสนับสนุน

การเลือกตั้ง ปี 2544 และปี 2548 พรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล โดยมีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ
หลังจากนั้นพรรคไทยรักไทยถูกยุบ พลพรรคสมาชิกพรรคย้ายไปอยู่พรรคพลังประชาชน

การเลือกตั้ง ปี 2550 พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ

จากนั้นพรรคพลังประชาชนถูกยุบ

Advertisement

การเลือกตั้ง ปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ เป็นนายกฯ
การเลือกตั้งทุกครั้งที่่ผ่านมาขั้วทักษิณได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกระทั่งได้เป็นรัฐบาล

ขณะที่ขั้วไม่เอาทักษิณก็มีโอกาสได้เข้ามาบริหารประเทศเช่นกัน

ปี 2549 เกิดการ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นำคณะทหารเข้าทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ และบริหารประเทศไปจนมีการเลือกตั้งในปี 2550
ปี 2552 เกิดการสลับขั้วในสภา พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นนายกฯ

และปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคณะทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ มาจนถึงปัจจุบัน

น่าสังเกตว่า หากมีการเลือกตั้ง ขั้วทักษิณ มักได้เป็นรัฐบาล..

ขณะนี้ปี 2561 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศไทยด้วยการยึดอำนาจมาแล้ว 4 ปี มีการเลื่อนคำสัญญาเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง

กระทั่งล่าสุดสัญญาว่าจะเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามกติกาใหม่ คือ รัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากนี้ยังมี กกต.ชุดใหม่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังร่างระเบียบกฎเกณฑ์การเลือกตั้งใหม่ๆ ออกมา

แม้ว่ากติกาจะเปลี่ยนไปมาก แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่หลีกหนีไม่พ้นคือการเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อย้อนกลับไปดูสถิติแล้ว พรรคเพื่อไทย ซึ่งถือว่าเป็นขั้วทักษิณ ย่อมมีโอกาสชนะการเลือกตั้ง

แม้หลายฝ่ายมองว่ากติกาใหม่ไม่เอื้อให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ยังคาดการณ์กันว่า พรรคที่น่าจะได้ ส.ส.มากที่สุดคือพรรคเพื่อไทยอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ทำให้พรรคการเมืองขั้วไม่เอาทักษิณต้องตระเตรียมแผนการสู้ศึกเลือกตั้งให้ดี อย่างดี

แผนที่ว่าต้องชนะใจประชาชน ซึ่งจะนำมาสู่การสืบทอดอำนาจ

และนำไปสู่ชัยชนะ

โจทย์ยากสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ และทีมรัฐบาลปัจจุบันคือ คะแนนความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลนั้นมากหรือน้อยเพียงใด

นโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องความมั่่นคง ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รวมไปถึงการจัดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ประชาชนพอใจเพียงใด

ถ้าผลงานของรัฐบาลที่ประกาศออกมาเข้าตากรรมการ คือ สร้างความพึงพอใจให้ประชาชน

การหาเสียงในห้วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ประชาชนเลือกก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา

พรรคพลังประชารัฐที่ถือว่าเป็นตัวแทนของ คสช. และประกาศสานต่อนโยบายของ คสช. ย่อมได้รับความนิยม

แต่ถ้าประชาชนไม่ชื่นชอบ นี่ก็จะเป็นโจทย์ยากสำหรับ คสช. และรัฐบาล

ขณะที่โจทย์ยากของขั้วทักษิณ นั้นยังคงเป็นมรสุมทางคดีที่ประเดประดังเข้าใส่

รวมถึงการปรับพรรค ปรับกระบวนการหาเสียงภายใต้ข้อจำกัด

เพื่อคะแนนเสียงและจำนวน ส.ส.ที่จะได้มา

เพื่อชัยชนะหลังเลือกตั้ง..

สถานการณ์ ณ ขณะนี้ยืนยันแน่ชัดว่า คสช.มีแนวทางผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อหลังการเลือกตั้ง
ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐจึงต้องได้จัดตั้งรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ทักษิณก็ระดม ส.ส. และประกาศสู้ศึกเลือกตั้งที่จะถึงนี้อย่างจริงจัง

แน่นอนว่า เป้าหมายสุดท้ายของการเลือกตั้งคือชัยชนะ

แต่ในการแข่งขันย่อมมีฝ่ายหนึ่งแพ้ ฝ่ายหนึ่งชนะ ดังนั้นเมื่อทั้ง 2 ขั้วจำเป็นต้องชนะ อุณหภูมิทางการเมืองย่อมระอุขึ้น

ในขณะที่บ้านเมืองอยู่ภายใต้กฎกติกาของ คสช. ซึ่งต้องการชนะ และดูเหมือนว่า คสช.เองก็เปลี่ยนสถานะจาก “กรรมการ” มาเป็น “ผู้เล่น” อย่างเต็มตัวแล้ว

ทำให้ทุกๆ ความเคลื่อนไหวของการเลือกตั้งเอื้อไปทางพรรคที่สนับสนุน คสช.

สำหรับพรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุน คสช. หรือมีแนวโน้มว่าจะเป็นอุปสรรคกับพรรคที่สนับสนุน คสช. จึงรู้สึกว่าถูกเตะตัดขา

พรรคอนาคตใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย แต่ประกาศจุดยืนชัดว่าไม่เอา คสช. จึงออกมาส่งเสียงเมื่อ กกต.ส่งจดหมายเตือนเรื่องการรับบริจาคเงินเข้าพรรค

คำสั่งห้ามหาเสียงจนกว่าจะมีการประกาศให้เลือกตั้ง กลายเป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยมองว่า คสช.ทำเพื่อพรรคที่สนับสนุน คสช.

ยังมีกระบวนการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่กำลังดำเนินการกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่ง กกต.แต่ละจังหวัดจะจัดทำรูปแบบ 3 รูปแบบเพื่อให้หยั่งเสียง

เกิดเป็นข้อสงสัยว่า แล้วในที่สุด กกต.แต่ละแห่งจะเลือกรูปแบบด้วยมาตรฐานอะไร

เพราะแต่ละรูปแบบย่อมเกื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองที่มีฐานเสียงอยู่แล้ว

แค่เริ่มต้น การร้องเรียนเริ่มปรากฏให้เห็น

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนมีความคาดหวังว่าการจัดการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม
ดังนั้น ทุกๆ จังหวะก้าวของการจัดการ จึงต้องจัดการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

ทั้งนี้เพราะสถานการณ์การแข่งขันในสนามเลือกตั้งส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า ทั้ง 2 ขั้ว เอาจริงเอาจัง

ถ้าการจัดการการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามความคาดหวังของสังคม สถานการณ์บ้านเมืองอาจพลิกผันจากดีไปเป็นแย่

แต่จะแย่แค่ไหน พลิกผันไปทางใด ยังยากที่จะคะเน