‘ชาญวิทย์’ ไขปมประวัติศาสตร์การเมืองพิสดาร ชี้ ปชต.ไทยลุ่มๆ ดอนๆ ต่อไป เพราะยังไม่ปรองดอง
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ จัดงานรำลึกและปาฐกถา 45 ปี 14 ตุลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ญาติวีรชน 14 ตุลา และผู้ร่วมงานต่างทยอยมาถึงก่อนเวลา 07.30 น. เพื่อร่วมพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 14 รูป บริเวณหน้าอาคารอนุสรณ์สถาน จากนั้นมีพิธีกรรม 3 ศาสนา และเวลา 09.00 น. พิธีวางพวงมาลา พร้อมกล่าวรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยผู้แทนจากหลายภาคส่วน
ต่อมา ในเวลา 10.00 น. มีกิจกรรมปาฐกถา 45 ปี 14 ตุลา หัวข้อ “14 ถึง 6 ตุลา : ประวัติศาสตร์การเมืองพิสดารของสยามสมัยใหม่” โดย ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีผู้สนใจร่วมฟังบรรยายแน่นห้อง จนเจ้าหน้าที่ต้องเสริมเก้าอี้
ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าวว่า เราทราบกันดีกว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติ หรือวันมหาวันวิปโยคนั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย โดยความยิ่งใหญ่และความสำคัญกับผลกระทบอันกว้างไกลสามารถเทียบได้กับการปฏิรูป พ.ศ.2435 และหรือการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทั้งนี้ เห็นได้จากการเห็นผลพวงต่อเนื่องที่มีเหตุการณ์สำคัญตามมา ไม่ว่าจะเป็น 6 ต.ค.19 หรือ พค.35 และหรือ เม.ย-พ.ค.53 ซึ่งเกี่ยวโยงต่อเนื่องกันอย่างแยกออกได้ยาก
“หากถือว่าการปฏิรูป พ.ศ.2435 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหมุดหมายที่สยามประเทศเดินเข้าสู่สมัยใหม่ จะกินเวลาถึง 125 ปีที่ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ รัฐสภา และการเลือกตั้งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ปฏิเสธได้ยากในแง่การเมืองการปกครองของไทย ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น กล่าวคือไกลกว่ารัชกาลที่ 5 จะพบปรากฏการณ์ที่ไม่เป็นที่รับรู้กันทั่วไป นั่นคือความคิดสมัยใหม่ว่าด้วยประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ รัฐสภา และการเลือกตั้งได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างเป็นทางการและเป็นลายลักษณ์อักษร จากการแปลรัฐธรรมนูญอเมริกันเป็นภาษาไทยโดยหมอบรัดเลย์ ซึ่งแปลเอกสารดังกล่าวในปี พ.ศ.2408 อยู่ในสมัยตอนปลายรัชกาลที่ 4 นี่คือประวัติศาสตร์อันพิสดาร เป็นประวัติศาสตร์ยาวไกลจนถึงปัจจุบัน
“ใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองการปกครองของไทยมีลักษณะขั้วตรงข้ามระหว่างเก่าและใหม่ เป็นเรื่องของระบอบและตัวแทน เรื่องของระบอบเดิมและระบอบใหม่ ถ้ามองในระดับบนของสังคม น่าจะเป็นเรื่องของคณาประชาธิปไตยเดิมกับคณาธิปไตยใหม่ จะมองเผินๆ ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงก็ได้ แต่คิดว่าถ้าจะมองการเมืองให้เข้าใจ ต้องมองลึกไปกว่านั้น ซึ่งการเข้าใจต่อการแบ่งขั้วทั่วไปพิจารณาจากกลุ่มต่างๆ เช่น สถาบันทหาร ทหารบก และเครือข่าย นักธุรกิจ นายทุน ชนชั้นกลางในเมืองและสื่อมวลชน มวลชนและพระสงฆ์ ทั้งนี้ กลุ่มต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งและการต่อสู้ ไม่ทางตรงและทางอ้อมมาแล้ว ยังเหลือเอ็มสุดท้ายซึ่งอาจยังไม่ชัดเจนพอ อาจรอคอยโอกาสและเวลาอยู่” ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าว
ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าวต่อว่า การต่อสู้ใน 2 ทศวรรษหลังยาวนานและรุนแรง แต่การต่อสู้ครั้งหลังนี้จะไม่เหมือนกับการต่อสู้ที่ผ่านมา ไม่ใช่การต่อสู้ในระดับของชนชั้นนำด้วยกัน และไม่จำกัดอยู่ในเฉพาะเมืองหลวง แต่กินอาณาเขตกว้างขวางมากกว่าแต่ก่อน อาจมองได้ว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นที่มีขั้วทางชนชั้นนำ-บน ชนชั้นกลาง-ล่างก็เป็นได้ รวมทั้งเป็นเรื่องของกรุงเทพฯและภูมิภาคก็ได้ ส่วนในอนาคตของประเทศจะไปทางไหน ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินคือไม่ทราบ แต่ถ้าจะใช้แนวของสำนักแบบฝรั่งเศส หรือประวัติศาสตร์อันยาวนาน ประวัติศาสตร์อันพิสดารมาช่วยตอบ คงตอบได้อย่างกว้างๆ ว่า ไทยเราไม่มีทางอื่น นอกจากจะเดินไปบนวิถีประชาธิปไตยดังที่เดินมาแล้วอย่างลุ่มๆ ดอนๆ กว่าศตวรรษครึ่ง
“ดูเหมือนว่าความรุนแรงยังมีต่อไป เพราะการปฏิรูป การปรองดอง การเกี้ยเซี้ยะก็ยังไม่เกิดขึ้น และอาจรุนแรงกว่าเดิม ที่สำคัญคือทั้งหลายทั้งปวงจะไม่จำกัดวงแคบอยู่แค่ในเมืองดังที่เห็น แต่ผมไม่คิดว่าสถานการณ์ของไทยจะเลวร้าย หรือเกิดสงครามกลางเมืองอย่างจีน หรือกัมพูชา อย่างไรก็ตาม สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยกล่าวไว้เมื่อ พ.ศ.2470 ว่า สยามและคนไทยมีคุณสมบัติ 3 ประการที่ทำให้เราเป็นชาติมาได้ คือ 1.ความจงรักอิสระของชาติ 2.ความปราศจากวิหิงสา และ 3.ความฉลาดในการประสานประโยชน์ ที่สำคัญคือ ความฉลาดในการประสานประโยชน์ในการตีความของผม น่าจะแปลว่าประนีประนอม ปฏิรูป สมานฉันท์ เกี้ยเซียะในปัจจุบัน” ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าว

