ช่วงวอร์มอัพเลือกตั้ง เดิมที่ยังไม่แน่ชัดว่า กกต.จะห้ามการหาเสียงทางโซเชียลมีเดียหรือไม่ ตอนนี้คงน่าจะลงตัวแล้วว่าไม่น่าจะห้าม
ไม่ใช่ว่าเพราะท่านผู้นำประเทศเปิดบัญชีในโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์ แต่ถ้าห้ามก็เหมือนการหักดิบกับสภาพความเป็นจริง
ผู้คนในประเทศนิยมใช้โซเชียลมีเดียถึง 51 ล้านคนจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 57 ล้านคน (ข้อมูลจาก We Are Social เอเยนซี่ด้านดิจิทัลและ Hootsuite ผู้ให้บริการระบบจัดการโซเชียลมีเดีย เมื่อต้นปีนี้)
ในจำนวนนี้ร้อยละ 75 ใช้เฟซบุ๊ก รองลงมาร้อยละ 72 ใช้ยูทูบ และร้อยละ 68 ใช้ไลน์
เฟซบุ๊กมีจำนวนผู้ใช้อยู่ราว 49 ล้านบัญชี ใช้ทั้งสื่อสารกันเองและอ่านข่าว แม้ว่าปีนี้ เฟซบุ๊กเปลี่ยนนโยบายเรื่องฟีดข่าวให้ลดลง แต่ก็ยังถือว่าเป็นโซเชียลมีเดียเบอร์หนึ่งอยู่
ดังนั้นเพจท่านผู้นำจึงโผล่เข้ามาด้วยเหตุผล “ต้องการเป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของตนเองและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น”
ก่อนเชิญชวนให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แจ้งความต้องการเรื่องที่อยากให้ดูแลแก้ปัญหา รัฐบาลจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรง เพราะบัญชีใหม่นี้ ท่านผู้นำจะโพสต์เองเลย
การเข้ามายังโลกโซเชียลของผู้นำไทยอาจดูช้าไปหน่อย จากเดิมที่มุ่งเน้นไปที่การออกโทรทัศน์ (ที่บ่นอยู่บ่อยๆ ว่าคนดูน้อยกว่าละคร) แต่ก็เชื่อว่ามาถูกจังหวะของการวอร์มอัพเลือกตั้ง ไม่ว่าท่านจะก้าวเข้าสู่วงการการเมืองอย่างที่บอกว่าสนใจหรือไม่
ผู้นำนานาประเทศต่างมีโซเชียลมีเดียไว้ใช้ประโยชน์ทางการเมืองกัน เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ มีทวิตเตอร์คู่กาย ทุกเรื่องทุกข่าว ไปดักอ่านทวีตของแกได้ แต่ละถ้อยคำมีสีสันสมกับเคยทำรายการเกมโชว์ ไม่จวกข่าวปลอม ก็จวกคู่กรณีอย่างเร้าอารมณ์
แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี มีไอจีที่เคยลงรูปตนเองและผู้นำจี 7 คนอื่นๆ รุมจ้องนายทรัมป์ในการประชุมจี 7 จนเป็นที่ลือลั่นแชร์กันว่อนอินเตอร์เน็ตมาแล้ว
ส่วนเพื่อนบ้านเรา ออง ซาน ซูจี เน้นการสื่อสารกับแฟนๆ ไปที่เฟซบุ๊ก เหมือนกับ พลเอกมิน อ่อง ไหล่ ผู้นำกองทัพ เพราะคนพม่าส่วนใหญ่นั้นนิยมเฟซบุ๊กเป็นหลัก เพียงแต่ท่านนายพลถูกเฟซบุ๊กถอดบัญชีการใช้งานออกไปหลังเกิดวิกฤตโรฮีนจา
ขณะที่จีน ชาติที่ได้ชื่อว่า คุมอินเตอร์เน็ตได้อยู่หมัด พรรคคอมมิวนิสต์ก็มีวิธีบริหารจัดการข้อมูลที่ต้องการให้ประชาชนรู้ผ่านโซเชียลมีเดียเช่นกัน
ทั้งหมดนี้แม้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า อนาคตของโซเชียลมีเดียจะเป็นอย่างไร (ต่อให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี) แต่นาทีนี้ถึงไม่ชอบ ถึงเคยตำหนิติเตียน กลัวข่าวปลอม กลัวถูกรุกความเป็นส่วนตัว แต่คนในวงการการเมืองล้วนต้องเข้ามาในวงโคจรนี้ทั้งสิ้น
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

