หากเทียบกระบวนท่าในการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคด้วยกัน ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย
ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เก๋าเกม
เพียงเห็นลีลาการเดินสาย “หาเสียง”ของ นายอลงกรณ์ พลบุตร ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และโดยเฉพาะของ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ก็ต้องยอมรับว่ามากด้วยสีสันและเหลื่อมซ้อนกับนิยามแห่งคำว่า “กิจกรรมทางการเมือง”อย่างแหลมคมยิ่ง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อาจตระเวนไปหลายแห่ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อาจทะลุไปถึงลอนดอน เบอร์ลิน ปารีส แต่เมื่อมองผ่าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังเป็นรอง
นี่แหละคือ ลีลาระดับ”พระยาหงส์”
อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งแง่ต่อแต่ละลีลาอันปรากฏภายใน พรรคประชาธิปัตย์เลย เพราะว่ามิได้เริ่มต้นด้วยการแหกกฎหากแต่อาศัยช่องทางในทางกฎหมายมาสร้างอภินิหาร
บนพื้นฐานแห่งการเลือกตั้ง”หัวหน้าพรรค”
พรรคประชาธิปัตย์ก็อาศัยเงื่อนไขจาก”ไพรมารี โหวต”มาเป็น เครื่องมือในการหยั่งเสียง
และสร้างบรรยากาศ “ประชาธิปไตย”
ยิ่งเมื่อมีความพยายามผลักดัน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เข้ามาโดย นายถาวร เสนเนียม ก็ยิ่งทำให้เงาร่างของ “ลุงกำนัน”และ กปปส.ปรากฏขึ้น
ทำให้ภาพการยืนหยัดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งสุกใส กาววาวเป็นทวีคูณ
พร้อมกันนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังสร้างบรรยากาศผ่านการเดินสายไปพบสมาชิกพรรคในขอบเขตทั่วประเทศโดยการหนุนเสริมจากอีก 2 ผู้สมัคร
ไต่ไปบนเส้นลวดแห่งประกาศคสช.ฉบับที่ 57/2557 ได้อย่างงดงาม น่าจับตา
มาถึงเกือบโค้งสุดท้ายลีลาระดับพระยาหงส์ของ”ประชาธิปัตย์”ที่ท้าทายประกาศคสช.ฉบับที่ 57/2557 ได้ใจแฟนานุแฟนไปแล้วอย่างเต็มที่
เริ่มมีความแจ่มชัดว่าคะแนนของใครใน 3 คนจะเข้าตาสมา ชิกพรรค
นี่คือรูปธรรมของ”อภินิหาร”แห่งกฎหมายในความเป็นจริง

