การประกาศและสำแดงตนเป็นพวกเดียวกัน เป็นฝ่ายเดียวกัน กับผู้ทรงอำนาจ มิได้เป็นเรื่องแปลก
นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งทางการเมืองในลักษณะปูนบำเหน็จรางวัล
ไม่ว่าจะเป็นอย่าง นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
ไม่ว่าจะเป็นอย่าง นายวันชัย สอนศิริ ล้วนมีตำแหน่งมีหน้ามีตาว่าใกล้ชิดกับคสช. ใกล้ชิดกับอำนาจ
ใครจะเรียกว่า“ไอ้ห้อย ไอ้โหน” ก็ไม่สนใจ
เช่นเดียวกับ การประกาศและสำแดงตนเป็นพวกเดียวกันอันปรากฏจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มิได้เป็นเรื่องแปลก
ทั้งมิได้เป็นปรากฏการณ์ “ใหม่”
อาการอย่างนี้มิได้สัมผัสจากการแสดงออกของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คนเดียว
หากหลาย”แกนนำ”ที่มีบทบาทก็เป็นเช่นนี้
ระหว่างการดำเนินมาตรการ”ชัตดาวน์”จากเดือนพฤศจิกายน 2556 กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2557 เสียงเพรียกหาและกวักมือเชิญชวน”ทหาร”ก็ดังบนเวทีปราศรัยไม่ขาดสาย
จึงไม่แปลกที่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่นานก็มีงานเลี้ยงสังสรรค์แสดงความยินดีปรีดา
บรรดาผู้ไปร่วมงานต่างแต่งชุด”ลายพราง”
ยิ่งกว่านั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เองก็เคยระบุว่ากปปส.ใช้เงินในการเคลื่อนไหวไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท
อันเหมือนกับเป็นการยื่น”บิล”
ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าจะมีวิกฤตโดยเฉพาะการเสื่อมทรุดตกต่ำของราคาสินค้าเกษตรอันกระทบไปถึง”ยางพารา” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ออกมาปรามชาวสวนยางว่าให้อดทน
เพราะเป็น “พวกเรา” เป็น “รัฐบาลของเรา”
กระนั้น พอมาถึงคำประกาศแสดงความสนับสนุน”ร่างรัฐธรรมนูญ”
สถานการณ์กลับแปรเปลี่ยน ไม่เหมือนเดิม
หากฟังจากคำพูดและน้ำเสียงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดูเหมือนจะไม่ปลื้ม
ดูเหมือนจะไม่ “แฮปปี้”
ทำท่าจะประเมินกระบวนการของกปปส.ไปอยู่ในกระบวนการของนปช.
จำเป็นต้อง “จัดการ”
เหมือนกับไม่ต้องการให้ “กปปส.” แสดงอาการในแบบ “อ้าขาผวาปีก” จนเกินไป
กำหนด “ระยะห่าง” ไว้อย่าง “เด่นชัด”
อาจเกรงว่า ยิ่งกปปส.และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าใกล้มากเท่าใด อาจกลายเป็น “ความเสี่ยง”
ความเสี่ยงถูกมองว่า “พวกเดียวกัน”

