รายงาน : ‘จตุพร’กองเชียร์‘เพื่อชาติ’ พิงประชาธิปไตยสู้‘บิ๊กตู่’

20.10.18 | 21:12 น.

หมายเหตุ – นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงถึงจุดยืนและทิศทางทางการเมือง กรณีร่วมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา ในการขับเคลื่อนของพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) เพื่อไปสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมแถลงกรณีปล่อยข่าวเรื่องจับมือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และอดีตพระพุทธะอิสระ ตั้งพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) วันนี้จึงต้องแถลงอีกครั้งเพราะมีปฏิบัติการข่าว (ไอโอ) ว่าผมกับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา จะนำพรรคเพื่อชาติ ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

ผมต้องขอเรียนว่า ผมกับนายยงยุทธทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อชาติตามรัฐธรรมนูญ 2560 ผมเห็นชัดเจนว่ามีการปล่อยข่าวโดยเอาความจริงไปผสมกับความเท็จ เพื่อสร้างความรู้สึกให้เกิดขึ้นในใจผู้รักประชาธิปไตย ทั้งนี้ ผมขอยืนยันว่า ปัจจุบัน ผม นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นประธาน นปช. ซึ่งแปลว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ไม่ใช่แนวร่วมประชาธิปไตยสนับสนุนเผด็จการแห่งชาติ

ดังนั้น ที่ผมอธิบายถึงการสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ จึงแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1.การที่จะเปิดกว้างให้คนเห็นต่างในบ้านเมืองนี้ได้มาคุยกัน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้น สามารถทำให้เกิดเรื่องได้ทุกเวลาถ้าพรรคการเมือง ภาคประชาชน และผู้มีอำนาจไม่คุยกัน แต่ไม่ได้หมายถึงการให้แต่ละฝ่ายเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง คนที่มีความเชื่อแบบ กปปส. แบบพันธมิตร หรือ นปช. ก็คงดำรงความเชื่อแบบนั้นอยู่ เพียงแต่มาพูดคุยกันเพื่อหาสัญญาประชาคมให้เกิดขึ้นภายในชาติ ให้ชาติเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ว่าเราจะได้นายกฯคนนอกหรือคนใน เพราะเสียงในสภาเพียง 126 บวกกับเสียง ส.ว.จะกลายเป็นเสียงข้างมากในการเลือกนายกฯ แต่นายกฯจะดำรงฐานะได้ต้องได้เสียงในสภา 250 เสียงขึ้นไปเท่านั้นจึงจะอยู่ได้ จะได้นายกฯคนในต้องหาเสียงถึง 376 ที่นั่ง แต่รัฐธรรมนูญกลับออกแบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวทำให้ไม่มีพรรคใดสามารถได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ ดังนั้น ผมจึงคิดว่าถ้าไม่คุยกัน ไม่ว่าจะนายกฯคนใน หรือนายกฯคนนอกก็จะมีเรื่อง ผมยืนหยัดอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตยชัดเจน

2.ผมเชียร์พรรคเพื่อชาติ แม้เป็นพรรคเล็กๆ ที่เปิดมา เพราะเขาเปิดกว้าง มีจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ 100% และพร้อมจะคุยกับทุกฝ่าย ผมในฐานะประธาน นปช. ขอประณามคนที่ปล่อยข่าวว่าผมจะไปสนับสนุนเผด็จการ และขออโหสิกรรมให้แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ

Advertisement

ส่วนกรณีการแถลงของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.นั้น ผมและประชาชนในฐานะพสกนิกรยืนหยัดตามแนวทางที่ พล.อ.อภิรัชต์แถลง และจะยืนหยัดตามแนวพระราชกระแสรับสั่งเรื่องความสามัคคี และความยุติธรรม แต่ประเด็นที่ไม่การันตี และไม่ยืนยันว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นนั้น ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการพูดอย่างตรงไปตรงมาที่สุด แม้ที่ผ่านมาคนไทยจะชินกับคำพูดของอดีต ผบ.ทบ.ว่าจะไม่ยึดอำนาจ แต่ก็ยึดอำนาจทุกครั้ง คนไทยมีความสุขกับการพูดเท็จมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เพียงแต่คนไทยไม่ชินกับการพูดความจริง เนื่องจากไม่มีคณะรัฐประหารชุดใดที่มีคนพูดในขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ว่าจะยึดอำนาจ หรือไม่ขอยืนยันว่าไม่ยึดอำนาจ มีแต่พูดว่าจะไม่ยึด แต่ยึดทุกคน

ส่วนที่ พล.อ.อภิรัชต์ยกเรื่องการก่อจลาจลขึ้นมาพูดเป็นสาเหตุของการยึดอำนาจนั้น เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาทุกครั้ง สังคมถูกสร้างว่าคนเสื้อแดง เสื้อเหลืองขัดแย้งกัน แล้วคนเสื้อเขียวเข้ามาสร้างความปรองดอง ก็อยู่ที่ว่าใครเป็นคนอธิบายประวัติศาสตร์ ผมจึงได้เสนอว่าเราต้องลดเงื่อนไขระหว่างกัน เมื่อ ผบ.ทบ. เป็นเจ้ามือเปิดแทงอย่างตรงไปตรงมาแล้ว เราในฐานะคนที่อยากเลือกตั้ง อะไรที่จะเป็นเหตุที่จะทำให้ไม่เกิดการเลือกตั้ง ในที่นี้คือคำว่า ไม่สงบ ผมจึงชวนพรรคการเมืองต่างๆ ผู้มีอำนาจ และประชาชนมาพูดคุยกันเพื่อไม่ทำอะไรที่ไปเข้าเงื่อนไขที่ พล.อ.อภิรัชต์พูด

ดังนั้น เมื่อ ผบ.ทบ.พูดอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้แล้ว ทุกฝ่ายต้องหาทางแก้ไข ไม่ใช่ไปประณามหยามเหยียด แต่หากในอนาคตจะเกิดการยึดอำนาจขึ้นมาอีก ผมขอชี้ช่องไว้เลยว่า กรณี 4 รัฐมนตรี หากจะเป็นผู้เล่น ต้องลาออกเพื่อสร้างแบบ เพราะถ้าลาออก คนที่ใหญ่กว่าท่านก็ต้องลาออกเช่นกัน ดังนั้น เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแบบปี 2500 คือการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมและเที่ยงธรรมโดยการไม่ลาออก ผมชวนคนมาคุยกัน ไม่ได้ชวนมาคิดเหมือนกัน เราคิดเหมือนกันเรื่องเดียวเท่านั้นคือความจงรักภักดี แม้เราจะมีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกัน เราก็อยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่แตกแยกกันแล้วให้อำนาจนอกระบบเข้ามายึด

ส่วนความแตกต่างระหว่าง นปช.กับพรรคเพื่อชาติ ซีกของ นปช. คนที่มีสังกัดเดิมอยู่แล้วก็อยู่สังกัดเดิม แต่ตัวผมตัดสินใจเชียร์ทีมใหม่ เป็นทีมเล็กๆ ผมสนับสนุนแนวทางที่เขาประกาศไว้ ตลอดชีวิตผมสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ทุกพรรคการเมืองจะเป็นนอมินีกันไม่ได้ ถ้าเป็นนอมินีกันจะถูกยุบพรรค ในสนามการแข่งขันมีพรรคในซีกของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) 5 พรรค ผมเชื่อว่าไม่มีใครเป็นนอมินีใครและในซีกฝ่ายประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน เมื่อเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง ใครไปประกาศซูเอี๋ยกับใครพรรคก็ถูกยุบ

ดังนั้น จะเหมือนกันแค่ใครเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ใครเป็นฝ่ายเผด็จการเท่านั้น ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งหน้ายังอีกยาวไกล ดังนั้น การพูดคุย เพื่อทำสัญญาประชาคมกันจะเป็นเงื่อนไขแรก สอง คือการตัดสินใจทางการเมือง ฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องตัดสินใจแบบฝ่ายประชาธิปไตย ปลายทางประชาชนจะเป็นผู้กำหนดว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร

ส่วนคำถามที่ว่าพรรคเพื่อชาติจะร่วมมือกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ ผมว่าเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค เขารู้ว่าประชาชนเลือกเขาเพราะเขายืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ผมว่าอนาคตเขาจะตัดสินใจถูกต้อง ผมเป็นเพียงกองเชียร์ ส่วนตัวผมชัดเจนว่าจะต้องยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย ไม่มีทางไปสนับสนุนเผด็จการ พรรค พปชร.ทำสองสถานะ ระหว่างผู้เล่นกับกรรมการในคราวเดียวกัน จุดยืนก็ต่างกันแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าคุยกันไม่ได้ สามารถคุยกันได้ แต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในทางการเมือง

ดังนั้น เราจึงต้องเรียกร้องผู้มีอำนาจให้เสียสละเพื่อบ้านเมือง การที่ไม่ยอมลาออกไม่เป็นผลดีอะไรเลย ท่านต้องมีสปิริตไม่เช่นนั้นการเลือกตั้งจะเกิดวิกฤต ผมไม่อยากให้เกิดขึ้น ผมจึงชวนสู้ในกติกาที่เป็นธรรม ผมชวนให้ทุกคนมาคุยกันจนหลายฝ่ายบอกว่า นายจตุพรเปลี่ยนไป เพียงแต่ผมเข้าใจสถานการณ์ เราจน อดอยาก เพราะถูกแช่แข็งมา 5 ปี จากระบอบเผด็จการ ดังนั้น เมื่อผมรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุผมก็จึงชวนให้คนหลีกเลี่ยง แต่ไม่ได้ชวนมาอยู่ด้วยกัน วันนี้ผมคิดว่าประชาชนกำลังหาทางออกอนาคตอยู่ เพราะประวัติศาสตร์ได้อธิบายไว้อยู่แล้วว่าเริ่มต้นอย่างไรมันก็จะเป็นไปอยู่อย่างนั้น ผมจึงชวนคนมาหลีกเลี่ยงไม่ให้เหตุการณ์ไปเข้าเงื่อนไข เพราะสามารถทำได้ ส่วน นปช.ยังอยู่ตรงกลาง และตัวผมยังเป็นประธาน นปช. ผมลงสมัคร
รับเลือกตั้งไม่ได้ แต่ผมยังคงต่อสู้เพื่อพี่น้องที่หลายคนยังอยู่ในคุก และยังไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่

การจะให้ประเมินว่าหากผู้นำพรรคเพื่อไทย (พท.) คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรค พท. พอจะสู้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้หรือไม่นั้น พอผมมาเชียร์พรรคเพื่อชาติ ผมก็ไม่อยากพูดถึงหรือไปก้าวก่ายเรื่องของพรรค พท.แล้ว แต่ผมคิดว่าทุกคนสู้ พล.อ.ประยุทธ์ไหวหมด ขอเพียงแค่มีหลักประชาธิปไตยเท่านั้นพอ