โครงร่างตำนานคน : พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ภาพสะท้อน‘ปรองดอง’ : โดย การ์ตอง

การทำรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น เหตุผลหลักที่ทำให้ยึดอำนาจคือ “บ้านเมืองวุ่นวาย เกิดความแตกแยก จนรัฐบาลอยู่ในสภาพไร้อำนาจควบคุมสถานการณ์”

จนถึงทุกวันนี้ เหตุผลนั้นยังถูกหยิบยกมาตั้งคำถามเสมอว่า “ถ้าไม่ปฏิวัติประเทศชาติจะเป็นอย่างไร จะอยู่กันแบบไหน”

จากวันนั้นถึงวันนี้จะครบ 5 ปีในอีกไม่กี่เดือน รัฐบาลภายใต้คอนโทรลของ คสช.ใช้อำนาจอย่างเข้มข้น เพื่อนำประเทศกลับสู่ความปกติ

ซึ่งน่าจะหมายถึงเป็นประเทศที่ “รู้รักสามัคคี” แม้จะอยู่กันอย่าง “มีความเห็นต่างกันบ้าง แต่อยู่ร่วมกันได้โดยไม่แยกขั้วแบ่งฝ่าย”

พูดกันให้ชัดๆ ก็คือ ภารกิจเร่งด่วนที่สุดหลังทำรัฐประหารซึ่งสามารถใช้อำนาจในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ควรทำคือ ขจัดสภาวะคนไทยทะเลาะกันได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่ “ขี้หมูราขี้หมาแห้ง จนถึงยุทธศาสตร์ชาติ” จะต้องไม่มีสภาพ “หากเป็นความคิดเอ็ง จะต้องไม่เห็นด้วย”

ฝักฝ่ายแบบนี้ไม่ควรมีอีกแล้ว หากผู้บริหารประเทศใช้เวลา 5 ปีที่ผ่านมา เอาจริงเอาจังกับสิ่งที่เรียกว่า “ปรองดอง”

เป็นไปเช่นนั้นหรือไม่

เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงแนวความคิดในการนำกองทัพเป็นครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง

ดูจะเป็นภาพสะท้อนสู่คำตอบในคำถามที่ว่าได้ไม่น้อย

ด้วยในยุคสมัยที่การเมืองกับการทหารรวมเป็นเนื้อเดียวกันแทบแยกไม่ออก ท่าทีของ “ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่” ต่อการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ทุกคน ทุกฝ่าย รอคอยที่จะฟัง

ทว่า ในคำพูดครั้งเดียวกัน ฟังมาเหมือนๆ กัน ผลของการตีความกลับไปคนละทางอย่างสุดขั้ว

ฝ่ายหนึ่งฟังแล้วโฟกัสที่คำในทาง “เราในฐานะกองทัพบกและเป็นทหารของชาติ ทหารของประชาชน มีหน้าที่ในการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลใด” หรือ “ทหารขาดประสบการณ์เรื่องการเมือง อาชีพทหารเราอยู่ในกรมกอง โอกาสพบประชาชนน้อยมาก” หรือ “การเดินต่อไปต้องระมัดระวัง ไม่ให้การเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์” และย้ำว่า “เราต้องแยกแยะภารกิจให้ออก” และ “กองทัพเป็นกลางและอยู่เคียงข้างประชาชน”

การโฟกัสเช่นนี้ทำให้ประเมินท่าทีไปทางที่ว่า “พล.อ.อภิรัชต์” เน้นการนำกองทัพกลับสู่กรมกอง มาเป็นทหารอาชีพ ไม่เป็นเครื่องมือการเมืองให้ใคร

แต่อีกฝ่าย ฟังแล้วโวยให้ลั่น เห็นท่าทีในทางประชาธิปไตย เพราะไปเน้นคำ เช่น “ผมยอมรับว่ามีความคุ้นเคยกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะท่านใช้ผมทำงานตลอด” หรือ “ได้เห็นความรักความทุ่มเทในการทำงานของท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างหนึ่งของผมในการทำงาน” หรือ “ผมมั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่เป็นเหตุให้จลาจล ก็ไม่มีอะไร” เมื่อถูกถามเรื่องโอกาสที่ประเทศจะเกิดการปฏิวัติอีก

เป็นมุมมองที่ถูกขยายสู่การวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.อภิรัชต์ อย่างหนักหน่วง

คำพูดเดียวกัน ภาพรวมน่าจะฟังแล้วเห็นไปในทางเดียวกัน แต่กลับเลือกที่จะฟังเฉพาะประโยคที่สนองความเชื่อตัวเอง

สะท้อนว่า ความคิดแบ่งฝ่ายแบบเลือกจะฟังเฉพาะที่ตัวเองอยากได้ยิน ยังเป็นสภาพของประชาชนไทยในภาพรวม

เกือบ 5 ปีที่ชี้ให้เห็นโทษของความแตกแยกที่มีต่อประเทศ

ไม่เป็นผลสมกับที่ยอมสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศในช่วงดังกล่าว

การ์ตอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอลัมน์จิปาถะ : หนุมาน เทพแห่งสรรพวิทยา (164) พระลาม พระลัก และนางจันทา : โดย ส.พลายน้อย
บทความถัดไปมหัศจรรย์การ์ตูน : ความสมบูรณ์แบบที่น่าอึดอัด : โดย วินิทรา นวลละออง