บทนำ : กรณีรถฉุกเฉิน

24.10.18 | 12:00 น.

กรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) สั่งห้ามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำรถฉุกเฉินของ อปท.รับผู้ป่วยกลับบ้าน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดี สถ.ชี้แจงว่า เป็นไปตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 ซึ่งกำหนดไว้ว่า “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” คือบุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งเป็นภยันตรายต่อการดำรงชีวิต หรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ จำเป็นต้องได้รับการประเมินการจัดการ และการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันการเสียชีวิต หรืออาการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บหรือการป่วย รถฉุกเฉินของ อปท.มีวัตถุประสงค์ช่วยผู้ป่วยที่ฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การสั่งการดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาทางปฏิบัติ แพทย์โรงพยาบาลต่างๆ ได้ออกมาแสดงข้อสงสัย อาทิ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ระบุว่าการสั่งการของ สถ. ส่งผลมากในชนบท เพราะปัจจุบันรถพยาบาลฉุกเฉินได้เป็นเครื่องมือสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ อปท.ใช้บริการประชาชนที่เจ็บป่วย คนพิการและคนด้อยโอกาส กระทรวงมหาดไทย (มท.) น่าจะมีการประเมินก่อน คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่ อปท. แต่คือคนจน คนลำบาก คนที่มีรถเอง ญาติพี่น้องมีรถ พอจะหยิบยืมไหว้วานได้ คงไม่มาขอใช้รถฉุกเฉิน ส่วนใหญ่เขาก็พยายามพึ่งตนเองหรือพึ่งกันเองอยู่แล้ว คำสั่ง
ดังกล่าวสะท้อนความคิดรวบอำนาจของรัฐราชการ อย่างน้อย 2 มิติ คือ 1.ไม่กระจายอำนาจ อปท. ควรมีดุลพินิจในการจัดการประเด็นในพื้นที่ ที่ผ่านมา หน่วยงานแห่งหนึ่งห้าม อปท.ซื้อและฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า จนเกิดปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าระบาด 2.คำสั่งเดียวใช้ทั่วประเทศ ทำให้เกิดปัญหาได้ตลอด

การตีความตามตัวอักษรของ สถ.เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่สมควรจะทำหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเห็นชัดว่าทำให้เกิดปัญหาและผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะกับคนจน รถฉุกเฉินที่มีเครื่องไม้เครื่องมือครบครัน ใช้งบประมาณจากภาษีอากรประชาชน ซื้อมาด้วยราคาแพง แต่ต้องจอดนิ่ง แทนที่จะให้บริการประชาชนเจ้าของภาษีที่กำลังเดือดร้อน หน่วยงานทั้งมหาดไทย อปท.หรือกระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ดูแลประชาชน ควรจับเข่าพูดคุย เพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด