หน้าแรก การเมือง วัฒนธรรมทางกา...

วัฒนธรรมทางการเมืองไทย : วีรพงษ์ รามางกูร

25.10.18 | 13:00 น.

วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสังคม นอกเหนือไปจากวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น วัฒนธรรมการนุ่งห่ม วัฒนธรรมการเคารพต่อผู้ใหญ่ ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมก็คือประเพณี ต่างก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนถึงลักษณะชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อสะท้อนถึงความเจริญงอกงาม เพราะคำไทย “วัฒนธรรม” ก็แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Culture ส่วนประเพณีแปลมาจากคำว่า Tradition ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันมา

ถ้าหากจะถือว่าวัฒนธรรมคือการยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาและถือว่าเป็น “คุณค่า” หลัก เป็น Value ที่สำคัญของสังคม ระบอบการเมืองหรือระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย ประชาชนหรือชนชั้นนำ หรือสังคมของคนที่สนใจและมีความประสงค์จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ก็ไม่เคยมีความรู้สึกว่าเป็นคุณค่าที่สังคมไทยยึดถือ คุณค่าของการได้มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง แต่ได้ยกให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้มีอำนาจที่จะบังคับบัญชาเพื่อความสงบเรียบร้อย ปราศจากความขัดแย้ง ไม่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย

โดยที่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ถือว่าความขัดแย้งในความคิดเห็น ที่ไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องระบอบการปกครองที่การต่อสู้ได้สิ้นสุด ตกผลึกแล้ว เป็นสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งไม่ถือว่าเป็นศัตรูกัน ในระบอบรัฐสภาของอังกฤษถึงกับเรียกว่า รัฐบาลของสมเด็จพระราชินีนาถ และฝ่ายค้านของสมเด็จพระราชินีนาถ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ใช่ใครที่ไหนที่เป็นศัตรูกัน แต่เป็นขององค์พระประมุขทั้งสองฝ่าย

การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เคารพเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างน้อยได้รับการคุ้มครอง

ทั้งหมดนี้เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของตะวันตก ไม่ใช่วัฒนธรรมทางการเมืองของภูมิภาคทางตะวันออก แม้บางประเทศจะสามารถพัฒนารูปแบบการปกครองให้มีรูปแบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย แต่ก็ยังไม่เกิดเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบ 2 พรรคใหญ่ ยังคงเป็นประชาธิปไตยแบบพรรคเดียว เพราะวัฒนธรรมทางการเมืองยังคงเป็นรูปแบบบุคลาธิษฐาน แทนที่จะยึดถือในระบบ ผู้นำทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาหลายครั้งก็รับว่าตนต้องรักษาวัฒนธรรมทางการเมืองของสหรัฐที่บรรพบุรุษของตนสร้างไว้

Advertisement

เนื่องจากวัฒนธรรมทางการเมืองของบ้านเราไม่ใช่วัฒนธรรมประชาธิปไตยนิยม แต่เป็นวัฒนธรรม “อำนาจนิยม” คุณค่าทางการเมือง หรือ political value ของสังคมไทยจึงไม่ใช่การมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองของประชาชน แต่ยอมรับอำนาจรัฐหรือตัวแทนของรัฐ ที่สามารถจัดการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แม้จะเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชนก็ตาม สิทธิเสรีภาพทางการเมือง สิทธิมนุษยชน เป็นของแปลกปลอมมาจากฝรั่ง ไม่ใช่ของไทย

สังคมไทยยังเป็นสังคมที่มี “ชนชั้น” อยู่ ชนชั้นในสังคมไทยนั้นมี 2 มิติ คือ โดยชาติกำเนิด ปัจจัยที่กำหนดชนชั้นอีกมิติหนึ่งคือ ฐานะทางเศรษฐกิจ สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะทางชนชั้นได้โดยการเปลี่ยนแปลงฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษาและตำแหน่งหน้าที่การงาน ขุนนางชั้นสูงสมัยก่อนก็
ไต่เต้ามาจากการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็ยังคงเป็นอยู่จนปัจจุบัน การไต่เต้าฐานะทางเศรษฐกิจของไทยเป็นไปได้ง่ายกว่าประเทศอื่นหลายประเทศในเอเชีย

สถาบันทางการเมืองที่สำคัญๆ อันเป็นที่กำหนดค่านิยมและประเพณีทางการเมือง ถูกกดดัน ถูกแย่งชิง แต่ในที่สุดก็จะมีแรงกดดันเรียกร้องผลักดันให้เข้าสู่ “ดุลยภาพทางการเมือง” หรือ “Political equilibrium” ในที่สุด ทุกครั้งที่มีแรงเหวี่ยงออกจากดุลยภาพ ความสมดุลก็จะเสียไปทันที ทันทีที่ระบบการเมืองถูกเหวี่ยงออกจากดุลยภาพก็จะมีพลังที่จะผลักดันให้เข้าสู่ดุลยภาพ

คือระบอบอำนาจนิยมหรือรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นการแบ่งการใช้อำนาจร่วมกันระหว่างกองทัพกับพรรคการเมือง

ความไม่ลงตัวระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองกับกระแสประชาธิปไตย ที่หลั่งไหลเข้ามาและเป็นความกดดันที่ได้รับมาจากประเทศตะวันตก ทำให้การพัฒนาการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของไทย จึงปราศจากแรงกดดันทางด้านอุดมการณ์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เพราะอุดมการณ์ของสังคมไทยคือเผด็จการอำนาจนิยมมาแต่โบราณกาลจนบัดนี้ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบบ้างเท่านั้น

เมื่อใดที่ความกดดันในสังคมมีสูงขึ้น คนในสังคมไทยก็ยอมรับความเป็นศรีธนญชัยของรัฐบาลว่ากำลังดำเนินไปตามทางสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยที่ไม่มีความกดดันจากประชาชนและสื่อมวลชน ตรงกันข้ามสื่อมวลชนของไทยก็มีส่วนช่วยทหารสร้างเงื่อนไขให้เกิดปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งไป โดยเฉพาะคอลัมนิสต์ของสื่อกระแสหลัก ซึ่งมีค่านิยมไปในทางอนุรักษนิยมเป็นส่วนใหญ่ ที่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยอาจเป็นเพราะการเลื่อนชนชั้นทางสังคม ทั้งในแง่อำนาจจากปลายปากกาและฐานะทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญคืออายุ เพราะคอลัมนิสต์ที่มีอิทธิพลส่วนใหญ่ก็มีอายุเกิน 70 ปีไปแล้วทั้งนั้น ซึ่งเป็นผู้นำทางความคิดของสังคม หรือ public opinion คนกลุ่มนี้จึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ต้องรอคนรุ่นใหม่ที่กำลังทยอยกันเข้ามามีอิทธิพลในสื่อกระแสหลัก

เมื่อคุณค่าทางการเมือง หรือ political value ของคนไทย ไม่ใช่การมีส่วนรวมของตนในกิจการการเมืองหรือระบอบประชาธิปไตย ความสนใจที่จะทำความเข้าใจระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงไม่มี การต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนระบอบการปกครองก็ไม่มี แม้บางครั้งจะมีการลุกขึ้นประท้วง หรือลุกขึ้นต่อต้าน หรือลุกขึ้นเรียกร้อง ถูกจัดขึ้นโดยกองทัพก็เป็นการลุกขึ้นประท้วงต่อต้านบุคคล ไม่ใช่การลุกขึ้นต่อต้านระบบอำนาจนิยมและเรียกร้องระบอบประชาธิปไตย แต่ก็มีผู้นำเผด็จการทหาร ผู้เป็นที่ชอบพอของผู้คนที่มีฐานะอยู่ “บ้านมีรั้ว” ในกรุงเทพฯ และเป็นที่ชื่นชอบของสื่อมวลชนหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักข่าวสายทำเนียบ”

ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอเป็นการส่วนตัวก็จะทำให้อุดมการณ์ของการเป็นสื่อมวลชนสูญสิ้นไปอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ เราจึงเห็นสื่อมวลชนยุคนี้ต่างกับสื่อมวลชนยุค สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส อย่างสิ้นเชิง ขณะนี้ประชาชนจึงไม่มีปากเสียงเพราะสื่อกลายเป็นพวกที่นิยมชมชอบเผด็จการไปเสียแล้ว

ที่แปลกและไม่เหมือนที่อื่นสำหรับวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยก็คือ การเชื่อถือในคำทำนายของหมอดู การหาฤกษ์หายาม การรับพรมน้ำมนต์จากเกจิอาจารย์ ซึ่งอาจจะไม่มีความรู้ในพระไตรปิฎกเลย เราจึงมีหมอดูที่สร้างชื่อเสียงจากการเป็นหมอดูของคณะปฏิวัติรัฐประหาร
นอกจากหมอดูฤกษ์ยามจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางการเมืองไทย โชคลางก็มีส่วนกำหนดพฤติกรรมทางการเมืองด้วย เช่น เมื่อผู้นำทางการเมืองจะเสื่อมความนิยม ก็มักจะพบวรนุช สัตว์เลื้อยคลานที่เป็นอัปมงคลเข้ามาเดินอวดโฉมในทำเนียบ หรือมีฝูงอีกาฝูงใหญ่บินมาเกาะหลังคาตึกไทยคู่ฟ้า หรืออีกาฝูงใหญ่บินมาจิกตีกันในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกและยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าเป็นเพราะอะไร

เมื่อไม่นานนี้อีกาก็มาไล่จิกตีนกพิราบและจิกตีกันเองที่หลังคาตึกไทยคู่ฟ้าอีกแล้ว คอยดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ที่แปลกและเป็นประเพณีของผู้ที่ชอบติดตามข่าวการเมืองก็คือ ทุกครั้งที่สื่อกระแสหลัก “หัวสี” พาดหัวยักษ์เมื่อใด ทุกครั้ง ในรอบหลายสิบปีมาแล้ว อายุของรัฐบาลก็นับถอยหลังได้ ถ้าจะนับว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของสื่อหัวสีฉบับนั้นก็ได้ และได้กลายเป็นประเพณีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางการเมืองไทยโดยเฉพาะก็ได้ เพราะไม่เห็นมีที่ประเทศอื่น

สำหรับนักการเมืองไทยสามารถพูด “โกหก” เป็นศรีธนญชัยได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเงินการคลังการเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องอะไรก็ได้ คนไทยไม่ถือว่าการโกหกเป็นเรื่องสำคัญคอขาดบาดตาย เพราะคนไทยโกหกเป็นประจำอยู่แล้ว จนมีคำพังเพยไทยว่า “เจ๊กกลัวอด ไทยขี้ปด ฝรั่งกลัวตาย” เพราะคนจีนทักถามกันว่า “กินข้าวหรือยัง” คนไทยทักทายกันว่า “ไปไหนมา” ตอบโกหกว่า “เปล่า ไปตลาดมา” ส่วนฝรั่งทักทายกันว่า “สบายดีหรือ” หรือ “เป็นอย่างไรบ้าง” เป็นต้น ดังนั้น การพูดโกหกในที่สาธารณะไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่นักการเมืองต้องยึดถือปฏิบัติ แม้จะถูกจับได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่เหมือนฝรั่ง นานๆ จึงจะถือว่าการโกหกเป็นเรื่องสำคัญ เช่นกรณี “เสียสัตย์เพื่อชาติ” เป็นต้น

ต้องขอโทษที่พูดตรงๆ