กรณีปรากฏเป็นข่าวว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งได้สนับสนุนด้านการเงินให้แก่กิจกรรมเกี่ยวกับสันติภาพ ได้แจ้งยืนยันการบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเชีย(APRF) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเชีย (APRC) แต่จากการตรวจสอบปรากฏว่าเงินบริจาคดังกล่าวมิได้ถูกนำเข้าบัญชีของมูลนิธิฯ แต่อย่างใด อีกทั้งยังปรากฏเป็นข่าวว่ามีคนในเสนอขอให้บริจาคเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของบุคคลหนึ่งด้วยนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม มูลนิธิเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเชีย (APRF) ได้เผยแพร่เอกสารแถลงข่าวสื่อมวลชนของ APRF กรณีสถานะล่าสุดของการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยักยอกเงินจากมูลนิธิเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเชีย (APRF) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
คณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเซีย (APRC) เป็นองค์กรที่มิใช่ภาครัฐ และประกอบด้วยกลุ่มบุคคลสาคัญจากนานาชาติ เช่นอดีตผู้นำประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ นักวิชาการ และผู้นำ NGO ทั้งจากประเทศในทวีปเอเซีย และนอกทวีปเอเซีย ที่ต่างสมัครใจมาร่วมกันเพื่อใช้ประสบการณ์ ความรู้ และเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างเสริมสันติภาพและความปรองดองในทวีปเอเซีย โดยมีศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้รับเลือกเป็นประธาน ส่วนมูลนิธิเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเซีย (APRF) เป็นมูลนิธิจดทะเบียนตามกฎหมายไทย จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรในการรับบริจาค และดูแลค่าใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ของ APRC โดยมี ดร.เตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานมูลนิธิ
1) คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่แต่งตั้งโดย ดร.เตช บุนนาค ประธาน APRF เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 (โปรดดูเอกสารแถลงข่าวของ APRF ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2561) ได้จัดทำรายงานการสอบข้อเท็จจริงฉบับสุดท้ายเสนอประธานและคณะกรรมการมูลนิธิ APRF เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2561 เพื่อพิจารณา
1) คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เชิญบุคคลต่างๆ เพื่อมาพบและให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่คณะกรรมการฯ และยังได้เดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อพบกับประธานและเลขาฯ ของบริษัทแห่งหนึ่งของจีนที่เคยแสดงเจตจานงที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ APRF คณะกรรมการฯขอขอบคุณในความร่วมมือของทุกท่านที่กรุณาสละเวลามาพบและให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการฯ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ อดีตเลขาธิการ APRC และบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีของธนาคาร ICBC ที่เงินบริจาคสำหรับมูลนิธิถูกโอนเข้ามา และถูกเบียดบังฉ้อโกงไป มิได้มาพบและให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการฯ นอกจากนั้น อดีตเลขาธิการฯ ยังติดต่อไปยังกรรมการท่านหนึ่งของคณะกรรมการฯ โดยบอกว่าท่านไม่ควรมายุ่งกับคณะกรรมการฯชุดนี้ และคณะกรรมการฯ ชุดนี้ไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะเชิญอดีตเลขาธิการฯ มาพบให้ข้อมูล อดีตเลขาธิการผู้นี้ได้ทำหน้าที่เลขาธิการ APRC มาตั้งแต่ปี 2556 โดยได้รับเงินเดือนจาก APRF เดือนละ 150,000 บาท มาตลอด จนเมื่อเดือน กรกฎาคม 2560 คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้มีมติ ขอปรับเงินเดือนลงเหลือเดือนละ 100,000 บาท เพื่อความเหมาะสมกับสถานะทางการเงิน อดีตเลขาธิการฯ ได้รับเงินเดือนดังกล่าวมาจนกระทั่งเดือนธันวาคม 2560 เมื่อได้ขอลาออกจากตาแหน่งเลขาธิการ
2) รายงานของคณะกรรมการฯ สรุปได้ว่า
2.1) ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธาน APRC ในระหว่างการไปร่วมประชุมที่กรุงปักกิ่ง ได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลจากประธานบริษัทของจีน ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ได้ตกลงที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมต่างๆ ของ APRC ว่า เขาได้มีการดำเนินการมอบเงินเพื่อการดังกล่าว โดยได้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารที่ทางบริษัทเข้าใจว่าเป็นบัญชีธนาคารของมูลนิธิ APRF เมื่อเดือนธันวาคม 2560 แต่ต่อมาได้รับการติดต่อให้มอบเงินสนับสนุนในลักษณะเป็นเงินสดแก่อดีตเลขาธิการ APRC แทนการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร และได้มีการมอบเงินสดให้กับอดีตเลขาธิการฯ ผู้นั้นอีกหลายครั้ง หลังจากเดือนธันวาคม 2560 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2561 อย่างไรก็ตาม ทั้ง APRC และ มูลนิธิ APRF ไม่เคยได้ รับรู้ถึงการรับมอบเงินดังกล่าว และไม่เคยมีการโอนเงินใดๆจากบัญชีดังกล่าวมายังบัญชีมูลนิธิ APRF แต่อย่างใด
2.2) ประธานบริษัทดังกล่าวได้ให้ข้อมูล(และต่อมาได้มอบหลักฐานประกอบแก่คณะกรรมการฯ) ว่า ได้มีการโอนเงินจานวน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไปยังบัญชีธนาคาร ICBC สาขาในกรุงเทพฯ โดยเป็นบัญชีชื่อของสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเดือนธันวาคม 2560 เนื่องจากทางบริษัทได้รับข้อความทาง WeChat จากอดีตเลขาธิการ APRC ในเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่อ้างว่าบัญชีธนาคารดังกล่าว เป็นบัญชีของเจ้าหน้าที่การเงินของ APRC ในข้อความทาง WeChat ดังกล่าว อดีตเลขาธิการฯ ได้อ้างว่า เนื่องจากข้อขัดข้องทางกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงต้องขอให้ทางบริษัทโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาแทน แต่ ในความเป็นจริง APRC มิได้เคยมีเจ้าหน้าที่การเงินใดๆ ที่มีชื่อตามชื่อเจ้าของบัญชีดังกล่าว และทั้ง APRC และ APRF ก็ไม่เคยรู้จักสตรีในชื่อดังกล่าวแต่อย่างใด
2.3) ตามคำกล่าวของประธานบริษัท หลังจากเดือนธันวาคม 2560 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2561 อดีตเลขาธิการฯ ได้พบกับประธานบริษัท และ พนักงานของเขาอีกหลายครั้ง ทั้งที่ดูไบ ที่กรุงเทพ และที่ปักกิ่ง ประธานบริษัท ได้กล่าวด้วยว่า ในการพบกับอดีตเลขาธิการฯ ทุกครั้ง ก็ได้มีการมอบเงินสนับสนุนกิจกรรมของ APRC เป็นเงินสด แทนการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร
2.4) ตลอดช่วงระยะเวลาดังกล่าว ทั้ง APRF และ APRC ไม่เคยได้รับเงินจากการโอนทางบัญชี หรือเป็นเงินสดจากบริษัทดังกล่าวเลย ในทางตรงกันข้าม นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 ประธาน APRC รับทราบจากอดีตเลขาธิการฯ ว่าเขาไม่สามารถติดต่อกับประธานบริษัทผู้นี้ได้เลย และอ้างว่าสาเหตุน่าเป็นไปได้ว่าประธานบริษัทผู้นี้ อาจถูกรัฐบาลจีนขึ้นบัญชีดำไปแล้ว และด้วยเหตุผลดังกล่าว ทาง APRC จึงไม่อาจติดต่อกับประธานบริษัทผู้นี้ได้อีกเลย จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน จึงได้มีความพยายามหาช่องทางติดต่อกับประธานบริษัทผู้นี้อีกครั้ง โดยไม่อาศัยช่องทางของอดีตเลขาธิการฯอย่างที่ผ่านมาอีก และที่สุดก็สามารถติดต่อกับเลขานุการของประธานบริษัทผู้นี้ได้อีกครั้ง และนำไปสู่การนัดหมาย พบกันอีกครั้งระหว่างประธาน APRC และประธานบริษัทผู้นี้ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ประธานบริษัทผู้นี้ มิได้ถูกทางการจีนขึ้นบัญชีดาตามกล่าวอ้างแต่อย่างใด
2.5) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงวันที่ ประธานบริษัท ได้พบกับประธาน APRC เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ประธานบริษัทไม่เคยได้รับทราบเลยว่า อดีตเลขาธิการฯ ผู้นี้มิได้ดำรงตาแหน่งเลขาธิการ APRC มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 แล้ว และเชื่อมาตลอดว่าเงินสนุบสนุนทั้งหมดที่มอบผ่านอดีตเลขาธิการฯผู้นี้ ได้ไปถึง APRF เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของ APRC
3) เป็นที่น่าเสียใจที่ แม้ว่าจะได้รับหนังสือเชิญให้มาพบเพื่อให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่อดีตเลขาธิการฯ ก็ไม่ได้มีการติดต่อกลับมายังคณะกรรมการฯ หรือให้ความร่วมมือ หรือมาพบกับคณะกรรมการฯ เพื่อให้ข้อมูลในเรื่องนี้แต่อย่างใด
4) คณะกรรมการมูลนิธิ APRF ได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดแล้ว เชื่อว่าได้มีการกระทาบางอย่างที่ส่อว่ามีการเบียดบังยักยอกเงินที่บริจาคให้กับมูลนิธิฯ จึงมีมติให้มูลนิธิฯ ดำเนินการทางกฎหมายที่จำเป็นเพื่อปกป้องชื่อเสียงอันดีของมูลนิธิฯ และ ของ APRC
5) ได้มีการดำเนินการทางกฎหมาย โดยการไปดำเนินการแจ้งความกับกองบังคับการปราบปราม สานักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และทำหนังสือร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ตามลำดับแล้ว
6) ที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ APRF ในการประชุมเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ได้มีมติให้ออกเอกสารแถลงข่าวสื่อมวลชนฉบับนี้
มูลนิธิเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเซีย (APRF)
22 ตุลาคม 2561


