วาระการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียน่าจะเป็นหมุดหมายที่สังคมไทยน่าจะได้ทบทวนถึงการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ทำไมการพูดคุยจึงคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้าในรอบเกือบสี่ปีกว่าที่รัฐบาลทหารได้ประกาศเจตจำนงเดินหน้า “การพูดคุยเพื่อสันติสุข”
มีการเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่สำคัญหลังการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลในประเทศมาเลเซีย หลังการพ่ายแพ้การเลือกตั้งของพรรคอัมโนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและการกลับมาคุมบังเหียนการเมืองอีกครั้งของดร. มหาเธร์ในวัย 93 ปี ทางรัฐบาลมาเลเซียได้เปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก โดยได้แต่งตั้งนายอับดุล ราฮิม นูร์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซียและอดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลเป็นผู้อำนวยความสะดวกแทนนายอาหมัดซัมซามิน บิน ฮาซิม ต่อมาทางฝ่ายไทยก็ได้มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข โดยพล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่สี่จะเข้ามารับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขแทนพล.อ.อักษรา เกิดผล
ยกเครื่องตัวแทนใหม่จะช่วยยกเครื่องให้การพูดคุยสันติภาพเดินไปได้เร็วขึ้นหรือไม่ ?
ก่อนอื่นเราควรจะทบทวนสิ่งที่ทำให้การพูดคุยติดกับดัก ประเด็นแรก เพดานของการพูดคุยอยู่แค่ไหน สอง มาราปาตานีซึ่งเป็นองค์กรร่มของฝ่ายขบวนการปลดปล่อยปาตานีสามารถคุมกำลังในพื้นที่ได้หรือไม่ และสาม บีอาร์เอ็นที่เชื่อว่าเป็นกลุ่มหลักที่คุมกำลังเข้าร่วมการพูดคุยฯ นี้หรือไม่
ประเด็นแรก การพูดคุยเกือบสี่ปีที่ผ่านมาไม่ได้นำไปสู่ผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใดเลย พล.อ.อักษราอ้างถึงความสำเร็จในการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยในอำเภอเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส แต่ทางมาราปาตานียืนยันว่ายังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด เนื่องจากฝ่ายไทยไม่พร้อมจะลงนามในเอกสารข้อตกลง การพูดคุยยังวงเวียนอยู่ในระดับที่เรียกว่า “การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ” แต่ดูเหมือนกับว่าที่จริงแล้ว รัฐบาลทหารนั้นอาจจะตั้งเพดานไว้แค่นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่าการพูดคุยสันติสุขนั้นไม่ใช่การเจรจา พล.อ. อักษราได้แถลงว่าเป้าหมายหลักของการพูดคุยก็เพื่อการลดเหตุรุนแรงและโน้มน้าวให้ผู้ถืออาวุธเหล่านี้กลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ เขายังยอมรับด้วยว่ากลไกนี้ช่วยให้รัฐสามารถระบุตัวตนของคนในขบวนการได้อีก ในการให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยล่าสุด รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงยังกล่าวย้ำอีกว่า “รัฐบาลไทยเปิดรับการพูดคุยสันติสุข ถ้าไม่มีเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เขตปกครองพิเศษ”
คำถามคือรัฐบาลมองจุดหมายปลายทางของการพูดคุยสันติภาพอยู่ที่ไหน แน่นอนว่าบีอาร์เอ็นย่อมไม่ต้องการมาร่วมพูดคุยเรื่องสนองตอบต่อวาระของรัฐบาลในการยุติความรุนแรงอย่างเดียว หากรัฐบาลไม่พร้อมที่จะพูดคุยเรื่องการจัดการความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ระหว่างศูนย์กลางกับชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้อำนวยความสะดวกหรือหัวหน้าคณะพูดคุยอีกกี่คน การพูดคุยก็ยังคงจะยังย่ำอยู่กับที่เช่นนี้ต่อไป
ประเด็นที่สอง มาราปาตานีต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความสามารถในการคุมกำลังมาโดยตลอด ซึ่งเป็นประเด็นที่ลดทอนความน่าเชื่อถือของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ ที่จริงแล้ว ประเด็นหลักอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาคุมกำลังได้หรือไม่ เพราะแน่นอนว่าขบวนการที่ปิดลับย่อมไม่ส่งหัวหน้าใหญ่มาร่วมโต๊ะพูดคุย แต่คำถามคือพวกเขามี “แบ็คอัพ” จากฝ่ายทหารของบีอาร์เอ็นที่คุมกำลังในพื้นที่ได้หรือไม่ เพียงไร ที่ผ่านมา หลายฝ่ายอาจจะมองความสัมพันธ์ระหว่างมาราปาตานีและบีอาร์เอ็นว่าขัดแย้ง แตกแยก เป็นอริ แย่งชิงการนำกัน แต่คำให้สัมภาษณ์ของอับดุลการิม คลาลิด โฆษกบีอาร์เอ็นในบีบีซีไทยล่าสุด เขาไม่ได้ปฏิเสธว่ามาราปาตานีเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการปลดปล่อยปาตานี เขาใช้คำว่า “พวกเขาเหล่านั้นเป็นภายในของเรา” เขายังพูดถึงสุกรี ฮารี หนึ่งใน (อดีต?) สมาชิกบีอาร์เอ็นที่เข้าไปร่วมกับมาราปาตานีว่า “ความเป็นเพื่อนยังเหมือนเดิม” แต่ว่าพวกเขาเดินคนละทาง ทางมาราปาตานีเองก็ได้พยายามหาทางให้เกิดการรวมกลุ่มกันใหม่กับบีอาร์เอ็น ส่วนที่ไม่เข้าร่วมกับมาราปาตานี มีการเสนอถึงการเปลี่ยนชื่อองค์กรร่มใหม่ ความพยายามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังสามารถที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้
ประเด็นที่สาม ในทัศนะผู้เขียน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการที่รัฐบาลประยุทธ์ปฏิเสธไม่พิจารณาข้อเสนอของบีอาร์เอ็น โดยทางบีอาร์เอ็นนั้นได้เสนอข้อเรียกร้องเบื้องต้น (pre-conditions) สำหรับการพูดคุยหลักๆ คือ การขอให้ผู้อำนวยความสะดวกมีความเป็นกลาง มีอำนาจในการตัดสินใจและรับฟังถึงจุดยืนของบีอาร์เอ็น และการทำให้กระบวนการเจรจาเป็นไปตามหลักสากล โดยมีฝ่ายที่สามคือองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ (มีการแถลงข้อเสนอนี้ครั้งแรกในเดือนเมษายน 2560) ข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็นนั้นเป็นเสมือนบทวิจารณ์การทำงานของซัมซามิน ผู้อำนวยความสะดวกคนก่อนซึ่งถูกมองว่าพยายาม “บีบบังคับ” พวกเขามากเกินไป แม้จะไม่ได้ปฏิเสธมาเลเซียทั้งหมดทีเดียว แต่บีอาร์เอ็นมีความลังเลที่จะให้มาเลเซียเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทในกระบวนการนี้แต่เพียงผู้เดียว การที่ผู้นำของขบวนการจำนวนมากพำนักอยู่ในประเทศมาเลเซียเป็นเงื่อนไขที่ทำให้มาเลเซียมีอำนาจในการกดดันบีอาร์เอ็นมากกว่าประเทศหรือองค์กรอื่นๆ ประเด็นนี้อาจจะสามารถแก้ไขได้ภายในการนำของอับดุล ราฮิม นูร์
ประเด็นใหญ่ที่รัฐไทยต้อง “ขบ” คือจะอนุญาตให้มีผู้สังเกตการณ์นานาชาติมาเข้าร่วมหรือไม่ สิ่งที่รัฐไทยหวาดกลัวมาโดยตลอดคือ “การยกระดับ” ความขัดแย้งในภาคใต้ไปสู่สากลซึ่งถูกมองว่าจะเป็นการเปิดทางไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ความเชื่อนี้จริงหรือไม่ยังเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน ฝ่ายทหารมักอ้างถึงกรณีของติมอร์ตะวันออกเป็นตัวอย่าง โดยพวกเขามองว่าการเข้ามาของสหประชาชาติเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การแยกตัวเป็นเอกราชได้สำเร็จ (ซึ่งที่จริงมีรายละเอียดหลายอย่างที่ต้องพิจารณาที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของบทความนี้) แต่ที่จริงแล้วมีหลายประเทศที่เผชิญความขัดแย้งในลักษณะเดียวกันที่สามารถยุติความขัดแย้งรุนแรงได้โดยผ่านกลไกการพูดคุยสันติภาพที่มีรัฐบาลต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ โดยมิได้นำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างไร แต่สิ่งสำคัญรัฐบาลจะต้องพร้อมที่จะเจรจาในประเด็นทางการเมืองที่อีกฝ่ายหนึ่งจะนำเสนอ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดการความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ในหลายๆ มิติ ทั้งด้านการจัดการศึกษา ทรัพยากร วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ของคนต่างศาสนา โครงสร้างการเมืองในพื้นที่ ฯลฯ รัฐบาลและอาจจะรวมถึงสังคมไทยต้องถามตนเองว่าพร้อมจะไปสุดแค่ไหน ในช่วงที่พื้นที่การเมืองเปิดมากขึ้นในหลายเดือนที่ผ่านมา เราได้ยินหลายพรรคการเมืองหลายพรรคพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งสิ่งที่จะถกเถียงในการพูดคุยสันติภาพนั้นสามารถที่จะเริ่มต้นจากกรอบนี้ได้
ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของโฆษกบีอาร์เอ็น ประเด็นใหม่ที่สำคัญที่เขาพูดถึงอันหนึ่ง คือการที่ฝ่ายรัฐไทยและบีอาร์เอ็นเองควรจะร่วมรับฟังความเห็นและความคาดหวังของกลุ่มผู้สนับสนุน รวมถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งนี้ด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่บีอาร์เอ็นพูดในเรื่องนี้ เพราะประชาชนในพื้นที่ก็มีคำถามว่ากระบวนการพูดคุยนี้จะจำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ถืออาวุธหรือไม่ โจทย์ที่สำคัญต่อไปคือจะทำอย่างไรให้บทสนทนานี้เป็นสนทนาสาธารณะที่ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมและจะมีกลไกอย่างไรในการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นนี้จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นอีก หากเริ่มมีการเจรจาต่อรองในประเด็นเนื้อหาสาระอย่างจริงจัง
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐสภาของฟิลิปปินส์ได้ผ่านกฎหมาย Bangsamoro Organic Law ซึ่งปูทางไปสู่การจัดตั้งเขตปกครองพิเศษในพื้นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ซึ่งเผชิญกับการต่อสู้ด้วยอาวุธของกลุ่มกบฎมากว่า 40 ปี การเดินทางในรอบนี้ยาวนานถึง 21 ปี นับตั้งแต่กลุ่ม Moro Islamic Liberation Front (MILF) เริ่มพูดคุยสันติภาพกับรัฐบาลฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการในปี 2540 หลังการพูดคุยภายในประเทศประสบความล้มเหลว รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ขอให้มาเลเซียเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกนับตั้งแต่ปี 2544 และมีหลากหลายประเทศและองค์กรเข้ามาร่วมหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพในหลายมิติหลังจากนั้น หนึ่งในนั้นก็คือการก่อตั้ง International Contact Group ในปี 2552 ซึ่ง ประกอบไปด้วย 4 ประเทศ (ลิเบีย บรูไน ญี่ปุ่น นอร์เวย์) สหภาพยุโรปและองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ 4 แห่ง โดยเป็นการรวมกลุ่มของนักการทูตและเอ็นจีโอเพื่อทำงานร่วมกันในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ น่าสนใจว่าบีอาร์เอ็นได้กล่าวถึงกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะในบทสัมภาษณ์ ในฐานะตัวอย่างหนึ่งของวิธีการเข้าร่วมสังเกตการณ์ของประชาคมโลก
ในวันนี้ อับดุลการิมบอกว่า บีอาร์เอ็น “สโลว์วิธีปฏิบัติทางการทหาร เพื่อเข้าสู่วิถีทางการเมือง” และดูเหมือนว่าพวกเขาได้ศึกษาและเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนจากสมรภูมิรบด้วยอาวุธมาสู่การเจรจาพอสมควร แต่ตอนนี้คำถามกลับมาอยู่ที่ฝ่ายรัฐไทยว่า “พร้อมจะไปสุดแค่ไหน?”

