น.2 รายงาน : ธัญญานุภาพ อานันทนะ มุมมองคนทำธุรกิจ ‘ไทยแลนด์ ทรานส์ฟอร์ม’จุดเปลี่ยนปท.

25.10.18 | 13:16 น.

หมายเหตุ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ และประธานเครือข่าย 7 มหาวิทยาลัยภาคเหนือ กรรมการสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai-BISPA) หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาในงาน “Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต” ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ ที่ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

หนังสือพิมพ์มติชนจะจัดสัมมนาเรื่อง Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เวลา 08.00-12.00 น. ที่ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล และทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายรัฐบาล มีการปาฐกถาพิเศษโดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)นอกจากนี้ยังมีการสัมมนาในหัวข้อ Transform ประเทศไทย : คนทำธุรกิจคาดหวังอะไร ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้ง อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ และประธานเครือข่าย 7 มหาวิทยาลัยภาคเหนือ กรรมการสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai-BISPA) ดร.ปริญญ์ พานิชภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หลักทรัพย์ CLSA กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรรมการคณะกรรมการนวัตกรรม
แห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานพัฒนาธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และนายโอฬาร วีระนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง DURIAN CORP

“มติชน” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ซึ่งได้ฉายภาพบางส่วนเกี่ยวกับนโยบาย Transform ประเทศไทย กับมุมมองคนทำธุรกิจคาดหวังอะไร ดังนี้Transform ประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมากจากนี้ ทั้งการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของประเทศในอนาคต ในยุคที่โลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายประเทศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาที่ผ่านมาไทยยังได้มูลค่า (Valua) น้อยจากการเปลี่ยนแปลงอินโนเวชั่น (Innovations) หรือการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ยังเป็นการใช้แรงงานแบบแรงงานพื้นฐาน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศไม่แค่จีน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ประกาศนำประเทศเข้าสู่อินโนเวชั่นที่น่าห่วงคือหลายประเทศ เช่น เยอรมนี มองประเทศในอาเซียนฮอตสุดในเรื่องอินโนเวชั่น กลายเป็นประเทศเวียดนาม

ดังนั้น ไทยคงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว ต้องเร่งเปลี่ยนแปลง อีกทั้ง Transform จะช่วยจุดเปลี่ยนในการลดความเหลื่อมล้ำ ดูจากค่าเฉลี่ยของรายได้ประชากรต่อคนของคนไทย พบว่ายังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน ปีหนึ่งประมาณ 5,000-6,000 เหรียญสหรัฐ ปล่อยไว้อย่างนี้ยิ่งนานวัน จะทิ้งห่างประเทศในอาเซียนด้วยกันออกไปเรื่อยๆ ตอนนี้สิงคโปร์กำลังขยับเรื่อยๆ ต่ำกว่า 9,000 เหรียญสหรัฐ ขยับเป็น 12,000 เหรียญสหรัฐ หากประเทศไทยสามารถผลักสู่ประเทศอินโนเวชั่น นำนวัตกรรมมาใช้ สร้างจำนวนสตาร์ตอัพ สร้างธุรกิจใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น จะก่อเกิดการสร้างแรงงานมีฝีมือ รายได้ของแรงงานมีความรู้มีทักษะสูงขึ้น ก็จะส่งผลให้อัตราการจ้างงานสูงขึ้น ธุรกิจเองก็ขายของได้ราคาแพงขึ้น Transform จะช่วยเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ต้องกระตุ้นให้คนในประเทศได้รับรู้ได้เข้าใจว่าประเทศไทยสู่ยุค 4.0 นั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หากย้อนกลับไปช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ในประเทศไทยก็จะคุ้นชื่อและรู้จักธุรกิจใหญ่ๆ ไม่มีกี่ราย อย่าง กลุ่ม ปตท. กลุ่มซีพี (เครือเจริญโภคภัณฑ์) กลุ่มเอสซีจี ขณะที่สหรัฐช่วง 15 ปีผ่านมา ได้เกิดธุรกิจอินโนเวชั่นอีกมากมาย จากที่เคยได้ยินชื่อ ไอบีเอ็ม ก็มารู้จักกูเกิล (Google) อเมซอน (Amazon) และอื่นๆ อีกมาก หรือในจีน อย่างอาลีบาบา ก็ไม่อยากให้อีก 15 ปีข้างหน้าในประเทศไทย ยังรู้จักแค่ธุรกิจ 3 รายเดิมเท่านั้น ดังนั้น นวัตกรรม อินโนเวชั่น จึงเป็นคำตอบของการเปลี่ยนแปลงและผลักประเทศไทยดันธุรกิจให้เดินไปข้างหน้า

Advertisement

การ Transform ประเทศไทย เอกชนคงทำด้านเดียวไม่ไหว รัฐบาลต้องมีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนต่อเนื่อง ซึ่งน่ายินดีที่ทีมเศรษฐกิจและรัฐบาลชุดนี้ เห็นความสำคัญและเริ่มผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม เริ่มจากการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาควิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับธุรกิจเกิดใหม่ในอนาคต รองรับการขยายตัวทางธุรกิจ การลงทุนใหม่ๆ ผ่านในหลายรูปแบบ อย่างไซเบอร์พอร์ตในหลายประเทศ บางโครงการต้องร่วมมือรัฐและเอกชน ปล่อยให้เอกชนลงทุนทั้งหมดคงยาก

อีกทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐบาลต้องวางวิสัยทัศน์ระยะยาว ต้องเข้ามามีบทบาทลงทุนต่อเนื่อง มองอนาคตระยะยาว 5 ปีขึ้นไป มีการจัดเตรียมงบประมาณระยะยาวไม่แค่ใช้งบประมาณประจำรายปี ตอนนี้หลายประเทศตื่นตัวและปูพื้นฐานให้ประเทศ มีตัวอย่างแล้วในเยอรมนี ญี่ปุ่น สร้างไซเบอร์พอร์ตใช้เป็นศูนย์สร้างนวัตกรรมและสตาร์ตอัพ ซึ่งมีจำนวนมากยิ่งดี ขณะเดียวกันสามารถนำโมเดลที่มหาวิทยาลัย พัฒนาขึ้นเพื่อต่อยอดสร้างสตาร์ตอัพ และธุรกิจอินโนเวชั่นใหม่ๆ

ในการเสวนาจะสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคการศึกษา ที่เข้าไปมีบทบาทต่อการพัฒนาธุรกิจ ต่อยอดอาชีพ สร้างอาชีพ และการพัฒนานวัตกรรม อินโนเวชั่นใหม่อย่างไรแล้ว ในงานจะมีการยกตัวอย่างหนึ่งในกว่า 600 บริษัทที่ประสบความสำเร็จ หลังจากร่วมกับการสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai-BISPA) และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ : Northern Science Park ซึ่งบางบริษัททำยอดขายสูงเป็นพันล้านบาท นอกจากนี้จะนำเสนอผลงานวิจัยที่ได้ถูกนำไปใช้จริงแล้วเกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกมากจากสิ่งเหล่านี้

อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (Northern Science Park : NSP) แหล่งรวมไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย นักวิจัย ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือต่างๆ โดยเป็นตัวกลางเชื่อมประสานองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยผลักดันสู่การพัฒนาในภาคเอกชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมุ่งมั่นให้บริการในรูปแบบ Smart Launchpad แก่สตาร์ตอัพและการบ่มเพาะธุรกิจ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสตาร์ตอัพของประเทศ ซึ่งนับเป็นการติดอาวุธให้พร้อมสู่การลงสนามธุรกิจในยุคปัจจุบัน โดยกว่า 40 ผู้ประกอบการรายใหม่ (Startup) ซึ่งเป็นผลผลิตจากโครงการบ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

วันนี้ผมขอยกตัวอย่าง 2 ราย ดังนี้ 1.บริษัท บีนีท จำกัด ธุรกิจสตาร์ตอัพยกระดับมาตรฐานอาชีพแม่บ้าน ภายใต้แนวคิดการทำธุรกิจแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) สร้างคุณค่าในอาชีพด้วยแพลตฟอร์มการให้บริการแม่บ้าน อย่างมืออาชีพ พร้อมหลักสูตรอบรมเฉพาะในแบบ BeNeat Academy ช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการทำความสะอาดแบบครบวงจร พร้อมสร้างรายได้ก้อนโตให้อาชีพแม่บ้านคุณภาพ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ BeNeat ผู้ช่วยจับคู่ค้นหาแม่บ้านคุณภาพใกล้บ้าน

อีกตัวอย่าง 2.บริษัท เฮกซะโกด้า จำกัด ธุรกิจสตาร์ตอัพสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยไอเดีย Smart Living Platform ตอบโจทย์ผู้ให้และใช้บริการนิติบุคคลบ้านจัดสรรและอาคารชุดผ่าน NABOUR แอพพลิเคชั่นออนไลน์ ด้วยบริการแจ้งหนี้ ชำระค่าสาธารณูปโภค รับพัสดุ รับเรื่องแจ้งซ่อม แจ้งข่าวสารประชาสัมพันธ์แก่ผู้อยู่อาศัย ฯลฯ เพิ่มความสะดวกสบาย ง่าย และรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานนิติบุคคลในยุค 4.0

ยิ่งไปกว่านั้น อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ โชว์ศักยภาพ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) ศูนย์ให้บริการนวัตกรรมครบวงจรเพื่อสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม พร้อมให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาคที่ครบครันแห่งแรกของประเทศไทย โดยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักและการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) ด้วยพื้นที่ใช้สอยรวม 20,750 ตารางเมตร ในพื้นที่การศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.แม่เหียะ

โดยให้บริการ 6 รูปแบบหลัก ได้แก่ การให้บริการด้านองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม, การให้บริการด้วยโปรแกรมการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี, การให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม, การจับคู่ทางธุรกิจและแนะนำแหล่งทุนที่เหมาะสม, การให้บริการพื้นที่สำนักงานที่เหมาะกับทุกธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัพเทคโนโลยี, การให้บริการด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่ช่วยเติมเต็มสภาพแวดล้อมนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ตอบสนองไลฟ์สไตล์การทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการจัดการนวัตกรรม การจัดการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การบริหารจัดการองค์กรเพื่อเสริม การสร้างนวัตกรรม โดยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน พร้อมกับเป็นประธานเครือข่าย 7 มหาวิทยาลัยของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (Northern Science Park : NSP) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ : Northern Science Park มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมการให้บริการแก่ภาคเอกชน ด้วยการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “Total Innovation Solutions” โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั้ง 7 แห่ง โดยมีอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) เป็นแม่ข่าย และบริหารจัดการดำเนินงานโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ร่วมกับอีก 6 มหาวิทยาลัยเครือข่ายในเขตภาคเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์

ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนและผลักดันประเทศไปสู่การพัฒนาให้เกิดเป็นประเทศนวัตกรรม ผ่านการให้คำแนะนำปรึกษาด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากทรัพยากรที่อยู่ในสถานศึกษา