‘การเมือง’ แข่งขัน ช่วงชิง คะแนนนิยม คว้าธง ความชอบธรรม

28.10.18 | 09:00 น.

มีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ และมีความเข้มข้นมากขึ้นทุกขณะ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคชาติไทยพัฒนาที่เดิมมีชื่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา หรือท็อป บุตรชาย นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าได้สร้างเซอร์ไพรส์

ผลักดันให้ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หรือ หนูนา บุตรสาวนายบรรหาร ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค

มี นายประภัตร โพธสุธน เป็นเลขาธิการพรรค

ในวันประชุมพรรคยังมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิได้ขอมาอยู่ด้วย

Advertisement

สำหรับการหักมุม เปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคในช่วงโค้งสุดท้าย มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความจำเป็น

โดยเฉพาะการวางตัวระหว่าง “อำนาจทหาร” กับ “อำนาจประชาชน”

ระหว่างอำนาจจากการเลือกตั้ง กับอำนาจหลังเลือกตั้ง

ทั้งนี้มิอาจปฏิเสธได้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ยึดอำนาจ แม้ต่อไปจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งแต่ก็เป็นการเลือกตั้งที่ผู้ยึดอำนาจต้องการ “อยู่ต่อ”

เป้าหมายของการอยู่ต่อก็เพื่อไม่ให้สิ่งที่ได้ดำเนินการมานั้น “เสียของ”

ตีความ “เสียของ” ตามรูปการณ์ที่ผ่านมา อาจหมายถึงการมิให้พรรคการเมืองที่อยู่ในฟากฝั่งของ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้กลับมาเป็นรัฐบาล

ทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมถึงการตั้งกรรมการชุดต่างๆ ก็ไม่เคยลืมเป้าหมายนี้

ด้วยเหตุนี้การเมืองจึงปรากฏพรรคการเมืองที่สนับสนุนนโยบายของ คสช. และมีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯปัจจุบัน “สนใจการเมือง”

ความสนใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมมิได้หมายถึงสนใจที่จะไปเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.

หากแต่สนใจกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

การกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งได้ต้องได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. และ ส.ว. รวมเสียงแล้วมากกว่า 375 เสียง

นั่นคือเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา

ขณะนี้สมาชิกวุฒิสภากำลังคัดเลือก แต่สุดท้ายการที่ คสช. ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นผู้เลือก

นอกเหนือจาก ผบ.เหล่าทัพ 6 คน ที่กฎหมายระบุให้เป็น ส.ว.โดยตำแหน่งแล้ว ที่เหลือทุกคน คสช. จะต้องเลือก

เท่ากับว่า ส.ว. 250 คนนั้นมีโอกาสที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

แต่จำเป็นต้องมีเสียงของฝั่ง ส.ส.อีก 125 ขึ้นไปมาสนับสนุนด้วย พล.อ.ประยุทธ์จึงจะได้เป็นนายกฯ

อย่างไรก็ตาม การรวมพล 125 เสียงนั้นมิใช่เรื่องยากนัก หากแต่ปัญหาคือเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว หากเสียงในสภาผู้แทนราษฎรน้อย

รัฐบาลจะบริหารประเทศได้อย่างไร?

ปัญหาเรื่องจำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรนี้จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพรรคการเมืองที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพราะหากแบ่งฝ่ายจะพบว่า พรรคพลังประชารัฐ หรือ พปชร. ที่มี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้านั้น ยืนยันชัดเจนว่าสนับสนุนนโยบายของ คสช.ต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับพรรคพลังประชาชาติไทย ที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นหัวหน้านั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต เลขาฯ กปปส. ให้การสนับสนุนเต็มที่

กปปส.คือกลุ่มมวลชนที่ขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และประกาศชัดดาวน์กรุงเทพฯ กระทั่งมีการยึดอำนาจในที่สุด

ขณะที่พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติต่างแสดงเจตนาชัดเจนว่า ไม่ยอมรับ คสช.

พรรคการเมืองที่ประกาศสู้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงมี 2 ขั้ว

หนุน คสช. กับ ไม่เอา คสช.

เมื่อพรรค 2 ฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกัน การแข่งขันจึงเกิดขึ้น โดยแต่ละพรรคมีเป้าหมายอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง

นั่นคือได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน

และด้วยเหตุผลเรื่องการแข่งขันของพรรคการเมือง 2 ขั้ว จึงเกิดเสียงแสดงความข้องใจเกี่ยวกับมาตรการภาครัฐต่อพรรคการเมือง

เมื่อพรรคอนาคตใหม่เปิดตัวพรรค และรับสมัคร ขณะเดียวกันได้มีผู้บริจาคเงินเข้าพรรค

หลังจากนั้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งห้ามพรรครับบริจาคเงิน เนื่องจากขัดคำสั่ง คสช.

นอกจากนี้ คสช.ยังมีคำสั่งห้ามพรรคการเมืองหาเสียงทางโซเชียล

แต่ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีข่าวตลอดเวลาว่า “สนใจการเมือง” กลับเปิดเพจส่วนตัว เพื่อสื่อสารกับประชาชนโดยตรงประกาศตัวเป็น “ตู่ดิจิทัล”

การดำเนินการได้โดยไม่เข้าข่าย “หาเสียง”

วกกลับมาที่พรรคเพื่อไทยคู่ปรับของ คสช. ซึ่งกรรมการบริหารพรรคกำลังต้องคดีขัดคำสั่ง คสช. เพราะไปวิพากษ์วิจารณ์ผลงาน คสช.และรัฐบาลในรอบ 4 ปี

ตามรายงานข่าวระบุว่า พรรคเพื่อไทยแสวงหาวิธีการรับมือกับกฎระเบียบดังกล่าว

กระแสข่าวพาดพิงไปถึงการตั้งพรรคสำรอง ปรากฏชื่อพรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ และขณะนี้มีชื่อพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช.

พรรคเหล่านี้มีเพื่อแก้เกมยุบพรรค และแก้เกมการเลือกตั้งที่คะแนนจากบัตรใบเดียว

การเลือกตั้งตามกติการัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคที่ได้ ส.ส.เขตมาก อาจไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ขณะที่พรรคใหญ่มีโอกาสได้ ส.ส.เขตมาก และจำเป็นต้องมี ส.ส.บัญชีรายชื่อในสภาผู้แทนฯด้วย เพื่อกำชัยชนะ จึงเกิดพรรคยิบพรรคย่อยขึ้นมา

และทันทีที่เกิดกระแสข่าวพรรคสำรอง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็เคลื่อนไหว

สุดท้าย กกต.ออกมาส่งเสียง เดินหน้าเก็บหลักฐานยุบพรรคที่ถูกครอบงำ

วันนี้ทั้งพรรคที่ไม่เห็นชอบกับ คสช. และพรรคที่เห็นด้วยกับ คสช. ต่างเดินหน้าเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุด

ทั้ง 2 ฝ่ายต่างรู้ดีว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่ใช้การเลือกตั้งเป็นกลไกชี้ขาดนั้น คะแนนเสียงประชาชนมีความสำคัญ

เพราะการเลือกตั้งคือความชอบธรรม เสียงของประชาชนคือความชอบธรรม

ส.ส.ที่ได้จากการเลือกตั้งจึงมีความชอบธรรมในการโหวตลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎร

แตกต่างจากเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีอื่นที่แม้จะถูกกฎกติกาที่ตัวเองกำหนด แต่ไม่ชอบธรรม