หมายเหตุ – หนังสือพิมพ์มติชนจะจัดสัมมนาเรื่อง Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต ในวันที่ 12 พฤศจิกายน เวลา 08.00-12.00 น. ที่ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาจะได้เข้าใจทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลและทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) จะปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางเศรษฐกิจไทย 2562 พร้อมกันนี้
ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับฟังมุมมองต่อนโยบาย Transform ประเทศไทย : คนทำธุรกิจคาดหวังอะไร
โดยหนึ่งในผู้เสวนา “นายปริญญ์ พานิชภักดิ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ จำกัด กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรรมการคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ กรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า) “มติชน”สัมภาษณ์พิเศษถึงการทรานส์ฟอร์มประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
ประเด็นหลักอยู่ที่คน เพราะคนใช้เทคโนโลยี หากคนไม่สามารถเปลี่ยน 3 ข้อ “ก ข ค” ดังที่จะพูดถึงต่อไปจะทำให้การเดินไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เป็นอุปสรรคในระยะสั้น
สำหรับข้อแรกคือ “ก” หรือกฎหมาย
ก ในที่นี้หมายถึงกฎหมาย เพราะคนที่มีอำนาจภาครัฐคือผู้คุมกฎหมาย หากมีกฎหมายหรือใบอนุญาตมากเกินไป จะทำให้เรามีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำลง ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะไทยแลนด์โอนลี่ แต่เป็นปัญหาของทุกประเทศที่กำลังก้าวไปสู่ 4.0 เพราะฉะนั้นประเทศไหนที่ค่อนข้างจะมีกฎเกณฑ์น้อยหรือมีความยืดหยุ่น (เฟร็กซิเบิล) ปล่อยให้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ออกสินค้าใหม่ๆ จะเป็นเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ก็ดี เป็นอีคอมเมิร์ซ เป็นบล็อกเชน หรือเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ก็ดี ปล่อยให้นวัตกรรมวิ่งไปก่อน แล้วกฎหมายค่อยตามไปทีหลัง ประเทศเหล่านี้จะเจริญ
ยกตัวอย่าง เช่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ประเทศเหล่านี้เต็มไปด้วยนวัตกรรม ทำไมกูเกิล เฟซบุ๊กถึงเกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้มีประเด็นเรื่องการใช้ข้อมูล แม้ว่าอาจจะทำอะไรบางอย่างผิดไป เริ่มคุมกฎให้กระชับขึ้น แต่เพราะเป็นสินทรัพย์สาธารณะที่ทุกคนใช้ ป้อนข้อมูลเข้ากูเกิลทุกวัน จะขับรถก็ต้องใช้กูเกิล ตรงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเรื่องกฎหมายเข้ามากุมทีหลังได้
อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะต้องมีความเป็นธรรมด้วย โดยจะต้องเก็บจากคนตัวใหญ่ๆ ก่อน โดยยุคปัจจุบันที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนจากยุคเก่าเข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยดิจิทัลเป็นหลัก เราจะต้องไม่สร้าง “ความเหลื่อมล้ำในยุคดิจิทัล” เพราะความเหลื่อมล้ำในสังคมมีอยู่แล้ว
“ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สดใสงดงาม แต่เป็นการวัดปริมาณ ไม่ได้วัดคุณภาพการเติบโต ถึงมีคนพูดว่ารวยกระจุก จนกระจาย ฝนตกไม่ทั่วฟ้า เพราะนี่คือความรู้สึกที่แท้จริงที่คนไทย
ได้รู้ได้มีส่วนร่วม หรือแชร์อินในการเติบโตของระบบทุนนิยม ซึ่งคราวนี้หากประเทศไทยเราอยากนำ 4.0 มาใช้ พูดง่าย ว่าใช้ดิจิทัลหรือเทคโนโลยีเป็นตัวนำของการเติบโต เราจะต้องใช้เป็นเครื่องมือหรือกลไกในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งการที่จะทำได้นั้น จะต้องสร้างแพลตฟอร์มหรือพื้นที่การแข่งขันที่เท่าเทียมกัน”
ซึ่งประเด็นนี้ลิงก์ถึงข้อ 2 หรือ “ข” การแข่งขันการแข่งขันจะต้องเกิดขึ้น ถ้าคุณต้องการให้เกิด 4.0 การต่อยอดมูลค่า โดยเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนโดยสิ่งที่มีมูลค่า เพราะการแข่งขันทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะสังเกตว่านวัตกรรมจะมาจากคนเล็กๆ กลางๆ สตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี ไม่ได้มาจากคนตัวใหญ่ๆ แม้ว่าจะมีงบวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเข้ามาช่วยสอน รีสกิลคนตัวเล็กๆ ที่นับวันจะเข้าสู่สังคมสูงวัย ทั้งประเทศจะก้าวเข้าสู่ภาวะแก่ก่อนรวย ซึ่งการสร้างฐานะหรือรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้นได้ จะต้องพัฒนาทักษะฝีมือให้สูงขึ้น โดยเฉพาะทักษะฝีมือของคนตัวเล็ก ตัวกลาง ซึ่งดิจิทัลและ 4.0 จะช่วยต่อเติมได้
ยกตัวอย่าง เช่น การเก็บภาษีคริปโทเคอร์เรนซี ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกมาด้วยความเร่งด่วน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายอื่น ต้องถามกลับไปว่ากฎหมายอื่นไม่เร่งด่วนกว่าหรือไม่ เพราะภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล เก็บภาษีคนซื้อขายเหรียญประมาณ 15% หรือขึ้นอยู่กับเงินได้ส่วนบุคคล และหากผู้ประกอบการต้องการระดมทุนด้วยการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ไอซีโอ) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บล็อกเชนนั้นตามที่รัฐบาลอ้างว่าได้สนับสนุน 4.0 จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่กลายเป็นว่ากฎหมายที่ออกมา ซึ่งเก็บภาษีโดยกรมสรรพากร เก็บภาษีไอซีโอ 27% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมากสำหรับสตาร์ตอัพ ในขณะที่สิงคโปร์เก็บภาษี 0% เพราะไม่มีกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะไม่คุ้มครองนักลงทุน แต่สร้างการศึกษาและ “ติดอาวุธ” ให้กับคน สร้างการตระหนักรู้และความตื่นตัว ซึ่งบ้านเราไม่ได้ทำเลย
ภาษีจะต้องเก็บคนตัวใหญ่ๆ ให้มากขึ้น ไม่ใช่ไล่บี้กับคนไซซ์เล็ก-กลาง เช่น อาม่าขายของออนไลน์ หรือพวกสตาร์ตอัพหรือเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มคนที่ใช้ไอซีโอ
แต่จะต้องถามว่าคุณได้เก็บภาษี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ กูเกิล ไลน์และเฟซบุ๊ก ที่คนทุกคนใช้งานทันทีหลังตื่นนอนหรือไม่ หากรัฐบาลทำไม่ได้ก็ลาออกไปดีกว่า ถ้าไม่สามารถเก็บภาษี 3 บริษัทได้ก็ออกไปเถอะ ออกจากการเป็นรัฐบาล ในต่างประเทศ จะเห็นว่าอินโดนีเซียเดินไปบอกกูเกิลว่า คุณอยู่ในประเทศ 10 กว่าปีแล้ว แต่ไม่ได้เสียภาษีสักแม้แต่น้อย คุณจะจ่ายภาษีย้อนหลัง 1,000 ล้านเหรียญ หรือจะออกไปจากประเทศ สุดท้ายกูเกิลก็ยอมจ่าย
ดังนั้นจะเร่งเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลทำไม แทนที่จะมาเร่งทีหลัง ขณะที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฟินเทค พ.ร.บ.ดาต้าไพรเวซี่ หรือ พ.ร.บ.ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ที่สำคัญกลับอืดอาด รัฐบาลยังไม่สร้างโครงสร้างเรื่องพวกนี้ แต่จะมาพูดเรื่อง 4.0 เป็นการฝันกลางวันแล้งๆ
อย่างไรก็ตาม งานสัมมนามติชนในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ จะพูดถึงเรื่องบวกด้วย แต่ในวันนี้จะพูดถึงความท้าทายก่อน เพราะเราไม่มีผู้นำที่รู้เรื่องและทำงานเป็นจริง เราขาดภาวะตรงนี้ ซึ่งเรื่อง 4.0 ขอย้อนไปเรื่องเก็บภาษี 3 บริษัทใหญ่ว่า ไม่เสียมูลค่าเพิ่มหรือแวต แค่นั้นยังไม่พอ ยังไม่เสียภาษีนิติบุคคล 20% ด้วย เพราะเค้าจะอ้างว่าไม่มีสถานประกอบการถาวร หรือพีอี (Permanent Establishment) ก็ทำให้มีได้ เพราะคนใช้เฟซบุ๊กและไลน์กันทั้งประเทศ จะมาอ้างว่าไม่มีพีอีไม่ได้
เพราะฉะนั้นเราต้อง Set goal และปรับกฎหมายให้ถูกต้อง
และข้อ 3 “ค” ความคิด เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องกัน
ความคิดหรือมายด์เซต ทั้งความคิดของผู้คุมกฎหรือผู้กุมอำนาจ ผู้ใช้งาน ซึ่งไม่อยากจะโทษใครทั้งทหาร นักการเมืองหรือใคร จริงๆ แล้วต้องทำให้ภาคประชาชนและสื่อตื่นรู้ในสิ่งนี้ ร่วมมือกันทำเอง ซึ่งเราชอบดูถูกคนที่ล้ม เด็กเรียนไม่เก่งดูถูก ละเลยเด็กที่สอบตกหรือไม่เก่งเลข ซึ่งอาจจะเก่งด้านอื่น เช่น ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านศิลปะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทย “วัฒนธรรมคือจุดแข็งของเรา” เราลืมว่าเรามาจากไหน ทำไมเราไม่นำมาต่อยอดกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
ความคิดเริ่มจากรากหญ้าการศึกษา เพราะการศึกษาจะสร้างกรอบความคิด การกลัวคิดนอกกรอบ การตีโจทย์ให้แตก การตอบโต้ได้อย่างทันท่วงทีกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปเร็วมาก คนที่ถูกสอนให้คิดในกรอบ จะต่างกับคนที่ถูกสอนให้คิดนอกกรอบหรือปรับตัวเป็น รวมถึงการถูกสอนให้ยอมรับกับความผิดหวังได้ แต่คนกลัวที่จะถูกชี้หน้าว่าทำไม่สำเร็จ ทำผิด กลายเป็นสังคมที่ไม่ให้เครดิตกับคนที่เฟล ซึ่งต่างกับต่างประเทศที่ค่อนข้างให้เครดิตกับคนที่ล้มแล้วล้มอีก
3 เรื่องนี้จึงเป็นความท้าทาย ส่วนเรื่อง “โอกาส” มองว่าในเรื่องกฎหมาย รัฐบาลหันหัวมาถูกทางแล้ว พยายามจะปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Guillotine) โดยการตัดกฎหมายเก่าออกไป แม้ว่าจะมีความสะดุดบ้างในกรณี พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างทำให้กระบวนการวัดประสิทธิภาพกฎหมายล่าช้า ทั้งนี้เห็นด้วยกับ
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมองว่าโลกยุคปัจจุบันที่มีความผันผวน รัฐบาลต้องมีวิสัยทัศน์ระยะยาว ซึ่งไม่เถียงว่าการแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านนั้นก็ต้องทำ แต่อย่าไปทำจนน่าเกลียด โดยการสร้างภาระหนี้ เช่น การจำนำข้าว หรือนโยบายใดก็ตามที่เป็นการซื้อเสียงระยะสั้น ซึ่งในต่างประเทศมีการวางยุทธศาสตร์ชาติ 30 ปี 50 ปี ไม่เช่นนั้นถ้าไม่วางยุทธศาสตร์ชาติไว้จีดีพีจะแกว่งไปมา
ยุทธศาสตร์ชาติเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต้องมี เพื่อวางวิสัยทัศน์ระยะยาว ซึ่งไส้ในสามารถปรับได้ แต่อย่าไปโกงกินหรือออกนโยบายหาเสียงมากเกินไป นักการเมืองหลายคนด่าก่อน แต่ยังไม่เคยอ่านยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น จีนที่วางยุทธศาสตร์ชาติไว้ 30 ปี บ้านเราถือว่าน้อยมาก คนกลับไปลิงก์เรื่องการเมือง หรือมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการจะอยู่ยาว แต่จริงๆ แล้วปรับได้ รัฐบาลชุดไหนจะมาก็เลือกได้ว่าจะเน้นนโยบายไหน ไม่ได้แปลว่าต้องตามแผนหมดทุกอย่าง เช่น อยากเน้นเรื่องเกษตรกรรม ก็อุดหนุนราคาพืชผลการเกษตรได้ แต่ต้องรู้วิธีและลดการช่วยแบบฉาบฉวยหรือช่วยระยะสั้น ต้องสอนให้ใช้เบ็ดเป็น ซึ่งสุดท้ายจะช่วยเรื่อง 4.0 และเศรษฐกิจดิจิทัลได้
นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ซึ่งย้อนกลับไปสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ที่มีนโยบายอีสเทิร์น ซีบอร์ด นักข่าวยุคนั้นบอกเป็น “ยุคโชติช่วงชัชวาล” ซึ่งมีนัยของการเสียดสีว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เช่นเดียวกับที่หลายคนมองว่าอีอีซีเป็นเรื่องฝันกลางวัน
ซึ่งสมัยก่อนต้องให้สิงคโปร์แกล้งแล่นเรือปลอม เพื่อถ่ายรูปว่ามีเรือมา ซึ่งท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังในปีแรกไม่มีเรือสักลำ ไม่มีใครใช้ท่าเรือนี้ ต่างกับภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร ต้องขยายท่าเรือ เนื่องจากเป็นเป็นท่าเรือที่ One of the busiest port
เพราะฉะนั้นถ้าไม่ทำ อยู่สบายในคอมฟอร์ตโซน ไม่ใช้จุดดีไปต่อยอด รวมถึงการใช้จุดแข็งให้เป็นและปรับตัวให้ได้ ประเทศจะเดินหน้าอย่างไร ทั้งนี้การที่จีนเข้ามา ไม่ใช่ว่าจะต้องปฏิเสธจีน แต่ต้องบาลานซ์เพาเวอร์กับจีนให้ได้ เพราะอย่าลืมว่าจีนเป็นประเทศที่มีอำนาจขึ้นเรื่อยๆ

