‘อลงกรณ์’ โชว์วิสัยทัศน์ ‘กรุงเทพฯยุคใหม่’ ปฏิรูปสู่ ‘มหานครนานาชาติ’ ภายใน 10 ปี

28.10.18 | 09:44 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแถลงจุดยืนนโยบายวิสัยทัศน์ “กรุงเทพฯยุคใหม่” ที่โรงแรมรอยัลซิตี้ กรุงเทพฯ โดยกล่าวว่า ในฐานะผู้สมัครเป็นหัวหน้าพรรคได้เสนอแนวทางการเมืองสีขาวมุ่งเน้นปฏิรูปพรรคเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ด้วยกฎเหล็ก 5 ข้อ พร้อมนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศตั้งแต่ปี 2325 พัฒนาจนเป็นเมืองศูนย์กลางราชการ ศูนย์กลางการค้าและธุรกิจใหญ่ที่สุด ด้วยจำนวนประชากรตามทะเบียน 5.5ล้านคน มีทุนทางประวัติศาสตร์ ทุนวัฒนธรรมและความเจริญก้าวหน้าจนเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลกติดต่อกัน 3 ปีซ้อน เหนือกว่าทุกเมืองในโลกนี้ ความเป็นเมืองแห่งโอกาสที่เติบโตเร็ว ทำให้มีประชากรจริง ประชากรแฝงกว่า 10 ล้านคน เกิดชุมชนแออัด ปัญหามลภาวะ ยาเสพติด อาชญากรรม อบายมุข การจราจรติดขัด ค่าครองชีพสูง จึงต้องปฏิรูปกรุงเทพฯด้วยวิสัยทัศน์ “กรุงเทพฯยุคใหม่ 2570” โดยตั้งเป้าหมายภายใน 10 ปี เป็น “มหานครนานาชาติ” (International Metropolitan) โดยพัฒนาเมืองใน 5 มิติ คือ 1.เมืองนานาชาติ (International city) 2.เมืองสร้างสรรค์ (Creative city) 3.เมืองพัฒนายั่งยืน (Sustainable city) 4.เมืองดิจิทัล (Digital city) 5.เมืองสีเขียว (Green city)
“เมื่อเมืองใหญ่ขึ้น คนมากขึ้น งานมากขึ้น จึงต้องวางวิสัยทัศน์และแนวทางใหม่ให้กับเมืองหลวงของเรา การพัฒนาที่เชื่อมโยงกับเมืองปริมณฑลและรูปแบบการบริหารจัดการ กทม.ต้องสัมพันธ์กัน โดยต้องมีความเป็นอิสระ คล่องตัว มีอำนาจการปกครองตนเองมากขึ้น ขณะเดียวก็ขยายเวลาดำรงตำแหน่งของผู้ว่าฯ เป็น 5 ปี เพราะภารกิจมากขึ้น จะได้มีเวลาทำงานมากขึ้น โดยถ่ายโอนอำนาจจากราชการส่วนกลางมาให้ กทม.มากขึ้น เช่น งานผังเมือง ต้องให้ กทม.กำหนดและบังคับใช้ จะได้พัฒนาเมืองอย่างมีแบบแผนรวมทั้งอำนาจทางการคลังและภาษี” นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของ ส.ข.ที่มีข้อเสนอให้ยุบเพราะซ้ำซ้อนกับ ส.ก.นั้น ตนเห็นว่าในรูปแบบมหานครนานาชาติจะต้องมี ส.ข.แต่พัฒนาขึ้นเป็น “สภาเขต กทม.” ใน 50 เขต ทำหน้าที่ร่วมคิดร่วมพัฒนาร่วมถ่วงดุล และตรวจสอบผู้อำนวยการเขตและฝ่ายราชการโดยมาจากการเลือกตั้ง สำหรับ ส.ก.ทำหน้าที่เป็นสภา กทม.เหมือนสภาผู้แทนออกข้อบัญญัติควบคุมตรวจสอบฝ่ายบริหารและพิจารณางบประมาณ ทั้ง ส.ก.และ ส.ข.สังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ นอกจากนั้นจะให้มีซุปเปอร์บอร์ดรับผิดชอบนโยบายและแผนงานร่วมในการพัฒนากรุงเทพฯและจังหวัดปริมณฑลให้สอดคล้องต้องกันภายในกรอบ “มหานครปริมณฑล” รวมทั้งคณะกรรมการร่วมงานสาธารณูปการ (Utility board) ในการวางแผนงานพร้อมกันของหน่วยงานน้ำไฟถนนสายสื่อสารวางท่อจะได้ไม่ต้องขุดถนนกันคนละทีแบบในอดีต
นายอลงกรณ์ยังกล่าวสรุปในตอนท้ายว่า พรรคการเมืองจะต้องแข่งนโยบายวิสัยทัศน์และความสามารถในการทำงาน ตนจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยพรรคจะต้องมีนโยบายประเทศและนโยบายแต่ละภูมิภาคนำเสนอต่อประชาชน ส่วนแนวคิดกรุงเทพฯยุคใหม่เป็นของผู้สมัครยังไม่ใช่ของพรรคแต่จะทำทันทีที่เป็นหัวหน้าพรรค