หมายเหตุ – นักวิชาการแสดงความเห็นต่อกรณี พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้ว่า น.ส.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล แจกเอกสารรณรงค์โหวตโนร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะลงประชามติ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 61 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท
ชำนาญ จันทร์เรือง
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
โทษของมาตรา 61 หากทำผิดมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และศาลอาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ 5 ปี และหากทำผิดเป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป โทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ 10 ปี ก็เท่ากับโทษของข้อหาพยายามฆ่า (จำคุกไม่เกิน 10 ปี) แต่ว่ากรณีนี้ตำรวจเขาเป็นคนดูว่าจะดำเนินการหรือเปล่าเท่านั้นเอง ในที่สุดก็ไม่ดำเนินการ
กรณีสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สน.ทุ่งสองห้อง นั้น กฎหมายตัวนี้เข้ากระบวนการยุติธรรม คือ ต้องแจ้งความดำเนินคดี ผู้เสียหายอาจจะเป็น กกต.หรือใครก็แล้วแต่ ไปแจ้งความดำเนินคดี เข้าสู่ศาลซึ่งเป็นระบบศาลปกติ ถามว่ากฎหมายรุนแรงเกินกว่าเหตุไหม คือการออกกฎหมายโดยหลักนิติรัฐแล้ว หน่วยงานผู้ออกต้องออกโดยสภา แต่ตอนนี้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วกฎหมายต้องได้สัดส่วนความผิด (Proportional) แต่ว่ากฎหมายที่จะเข้าหลักนิติรัฐ นิติธรรม ต้องเข้าหลักการได้สัดส่วนเกี่ยวกับการลงโทษ อันนี้หนักเกินไป โดยเฉพาะการแสดงออกทางการเมือง
ซึ่งการลงประชามติก็คือการเมือง เป็นการตัดสินใจทางการเมืองอย่างหนึ่ง
พ.ร.บ.ประชามติฯนั้นตลกอยู่แล้ว จริงๆ ฉบับเดิมพอใช้ได้ เพียงแต่อาจดัดแปลงรายละเอียดของเดิมนิดหน่อยให้ชัดเจน เช่น คนมาออกเสียง ต้องเอาคะแนนเสียงของคนที่มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่อันนี้ปรากฏว่า บัตรเสีย บัตรที่ไม่กา เขาไม่นับ เอาแค่เสียงไหนชนะก็พอแล้ว สมมุติมีผู้มีสิทธิออกเสียง 10 คน มาออกเสียงแค่ 4 คน บัตรเสียไป 1 แค่ อัตราส่วน 1.5 กว่าเสียงก็ชนะแล้ว ซึ่งไม่เหมาะสม
วิธีการณรงค์ก็คลุมเครือ ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ให้เผยแพร่ได้ ไม่ให้ชี้นำต่างๆ แต่การตัดสินใจทางการเมืองต้องชี้นำได้สิ แล้วให้ประชาชนตัดสินเอา จะมีฝ่ายคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชี้แจงได้ อาจจะถูกที่ว่าเขาเป็นคนร่าง แต่เขาจะชี้แจงส่วนที่ไม่ดีทำไมล่ะ จึงต้องให้ประชาชนเขาเลือก
ประชามติที่รณรงค์ไม่ได้นั้นไม่ใช่ “ประชามติ” แต่เป็น “อคติ”
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เบื้องต้น หลักการของการทำประชามติ ต้องเปิดโอกาสให้คนที่มีความเห็นต่อประเด็นปัญหานั้นๆ สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี การทำประชามติไม่ใช่เรื่องการนัดวันกันแล้วทุกคนก็ไปลงคะแนน แต่หมายถึงการออกความเห็นระหว่างทางต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ที่หยิบขึ้นมาทำประชามติ มีคนมองและอธิบายเรื่องนั้นๆ อย่างไร เช่นในยุโรป ประเทศไหนจะเข้าหรือออกจากอียู การลงประชามติไม่ใช่เพียงแค่เอาจำนวนคนมาวัดกัน แม้สุดท้ายต้องลงคะแนน แต่กระบวนการก่อนลงคะแนนต้องมีการแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุผล ด้วยการถกเถียง เพื่อให้เกิดการใช้เหตุผลการเรียนรู้ในสังคมให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการทำประชามติไม่ได้มีเป้าหมายแค่คะแนนในวันลงคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงกระบวนการก่อนหน้าด้วย
การใช้มาตรา 61 ตาม พ.ร.บ.ประชามติลงโทษถึงจำคุกนั้น รุนแรงเกินไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะมองการทำประชามติบนฐานเป็นแบบไหน ถ้าผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต้องการการลงมติที่ไม่มีการเถียงเกิดขึ้น จะกำหนดโทษประหารเลยก็ยังได้
แต่ถ้าต้องการให้ลงประชามติบนฐานของเหตุและผลมีการเรียนรู้และทำความเข้าใจกัน ผมคิดว่าการเถียงกันระหว่างนั้นไม่ควรจะมีกฎหมายเข้ามาจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น
แต่ในระหว่างนั้นถ้ามีการทำผิด เช่น มีใครไปด่า กรธ. ก็มีกฎหมายอาญาเรื่องการหมิ่นประมาทคุ้มครองอยู่แล้ว หรือ กรธ.ออกไปเผยแพร่ความคิดแล้วถูกทำร้าย กฎหมายอาญาก็มีการคุ้มครองอยู่แล้ว หมายความว่าการเปิดโอกาสให้เถียงกันไม่ใช่การเปิดโอกาสให้ตีหัว กรธ.ได้ตามใจชอบ เพราะใครทำผิดก็มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงกฎหมายประชามติ ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในกระบวนการลงประชามติที่ค่อนข้างแปลกประหลาดในสังคมที่เจริญ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเวลาเราบอกว่าผิดไปจากข้อเท็จจริง ก็จะเถียงกันได้ว่าผิดจากข้อเท็จจริงหรือเปล่า เช่น กรธ.บอกว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ต่อต้านคอร์รัปชั่น ผมก็บอกได้ว่าผิดไปจากข้อเท็จจริง รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ช่วยปราบคอร์รัปชั่นเลย แต่ทำให้การคอร์รัปชั่นกว้างขวางยิ่งขึ้น คำถามคือ กรณีนี้ใครจะเป็นคนตัดสินว่าผิดไปจากข้อเท็จจริง
คิดว่าท่ามกลางการถกเถียงต้องมีการอธิบายจากตัวร่างรัฐธรรมนูญ หมายความว่า มองโครงสร้างรัฐธรรมนูญเราสามารถอธิบายได้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการไปบอกว่าคนนั้นคนนี้บิดเบือน หรือตีความไม่ตรงกับร่าง ผมว่าเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าถูกหรือผิด ตอนนี้เลยชัดเจนว่ากฎหมายประชามติมุ่งควบคุมคนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเป็นหลัก รวมถึงท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำให้เราอยู่ในสังคมไร้มาตรฐาน
ไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะ กกต.จะทำหน้าที่ในฐานะกรรมการที่กำกับการทำประชามติได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะท่าที จุดยืน การแสดงความเห็น และการแสดงบทบาทของ กกต.ที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ชัดเจนในหลายเรื่องว่าไม่ค่อยจะไว้วางใจได้สักเท่าไหร่
แต่อยากจะฝากว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ขณะนี้กำลังจะถูกจารึกลงไปประวัติศาสตร์ชวนน่าอับอายกับคนที่ต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ สุดท้ายจะต้องมีการเลือกตั้ง คสช.ไม่ได้อยู่กับเราไปชั่วกัลปาวสาน เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรก็ต้องยึดตามหลักการ เพื่อไม่ให้สังคมไทยตกต่ำไปมากกว่าที่เป็นอยู่
เกษม เพ็ญภินันท์
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว การทำเช่นนี้เป็นความผิดและเป็นการละเมิด ไม่ว่าใครเป็นผู้แจ้งดำเนินการฟ้องนั้นไม่สำคัญ แต่การฟ้องนั้นคือการละเมิดแล้ว
ประเด็นหลักเรื่องแรก หลักการทำประชามติคืออะไร การทำประชามติคือการที่สมาชิกในสังคมใช้สิทธิของตนเองเข้ามากำหนดทิศทางของสังคมร่วมกันในประเด็นที่ตัวแทนไม่สามารถทำหน้าที่แทนได้ และทุกคนใช้สิทธิของตนเอง การใช้สิทธิของตนเองนี้จำเป็นต้องเสรีและแฟร์ ถูกต้อง เที่ยงธรรม การกระทำนี้จำเป็นต้องมีความหมาย 1.ถ้าประชามติไม่ใช่เรื่องที่คนมีเสรีในการแสดงออก ก็ไม่สามารถเรียกว่าประชามติได้ 2.ไม่มีความเป็นธรรมอะไรทั้งสิ้น ในแง่ของการไม่เปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็น ไม่สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม คุณอาจบอกว่าให้รณรงค์ไปร่วมลงประชามติได้ แต่อย่างน้อยที่สุด การแสดงจุดยืน การแสดงทรรศนะ หรือเพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารกับสังคม คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ อยากถามกลับว่า ถ้าฝ่ายเผยแพร่ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญดี มีคำถามว่ารัฐธรรมนูญไม่ดีอย่างไร แล้วคนที่บอกว่าข้อเสียของรัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างไร สังคมควรได้รับรู้ด้วย ไม่ใช่ให้ข้อมูลด้านเดียว เขาสามารถให้ข้อมูลเปรียบเทียบได้
3.การทำประชามติครั้งนี้จำเป็นต้องมีความหมาย รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องกฎกติกาของสังคมเท่านั้น แต่คือรากฐานของความสัมพันธ์ทางอำนาจของสังคม ซึ่งความหมายตรงส่วนนี้ต้องยึดโยงกลับมาใน 2 ข้อแรก ถ้าประชามติไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ การลงประชามติแทบจะไม่มีความหมายเลย คือจะลงหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน ถ้าขั้นตอน 2 อันแรกไม่ได้รับการคุ้มครองและเป็นหลักประกันได้
ประเด็นที่ 2 สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาจารย์เบญจรัตน์ คือรัฐกำลังละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลในการแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่อาจารย์เบญจรัตน์ทำไม่มีความผิดอะไรเลย ในทางกลับกัน สามารถทำให้สังคมสามารถใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการดำเนินการเอาผิดกับอาจารย์เบญจรัตน์ สิ่งนี้กำลังท้าทายพื้นที่การแสดงออกทางสังคมซึ่งเป็นหลักประกันพื้นฐานที่จะทำให้ประชาธิปไตยงอกเงยได้
ประเด็นที่ 3 การกระทำเช่นนี้ ยิ่งไปปิดกั้นเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่ทำลายรากฐานประชาธิปไตย แต่สร้างแรงกดดันให้กับสังคม ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งของ คสช.คือว่า ความหลากหลาย ความขัดแย้ง ความเห็นต่างไม่ใช่ปัญหา แต่คือธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคม ความขัดแย้งหรือความเห็นต่างมีข้อดีคือทำให้คนหาทางออกร่วมกัน หาฉันทามติ เคารพในความแตกต่าง เป็นความคิดเห็นที่สามารถพูดคุยกันได้ โดยนำสิ่งที่ไม่สามารถพูดคุยกันได้ให้มาเจรจาพูดคุยกันในที่สาธารณะ ทางกลับกัน สิ่งที่ คสช.ทำนั้นได้ไปทำลายและทำให้ปัญหานี้มากขึ้น สุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีมติรับหรือไม่นั้น ในท้ายที่สุดนำไปสู่ปัญหาพื้นฐานอยู่ดี ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร
ปัญหาในแง่ว่าใครจะเป็นผู้ฟ้อง ผมมองว่าทั้ง คสช.และ กกต.เล่นแง่กัน ต่างฝ่ายต่างไม่อยากเป็นจำเลยในพื้นที่สาธารณะ หรือเสียคะแนนนิยมทางการเมือง คสช.ไม่อยากฟ้อง กกต.ก็ไม่อยากฟ้อง โยนกันไปมา ปัญหาหลักคือ กกต.ก็ยังไม่มีหลักมาชี้แจงกับสังคมว่าอันไหนที่ทำได้บ้าง
ปัญหาของมาตรา 61 เปิดให้สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจบนพื้นฐานดุลพินิจของเจ้าพนักงาน ปัญหาอยู่ที่กฎหมายมาตรานี้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจได้เกินขอบเขต และละเมิดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ในแง่หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ผมคิดว่าปัญหาส่วนนี้อยากจะให้จำกัดลงหรือทำความเข้าใจว่า มาตรา 61 มีขอบเขตเพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจตามอำเภอใจบนพื้นฐานของดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน นี่คือปัญหาใหญ่อีกอัน
ตราบใดที่เจ้าพนักงานไม่ตีกรอบที่ชัดเจนในการพิจารณาหรือใช้กฎหมายมาตรานี้ โอกาสที่จะขยายอำนาจเกินขอบเขตของตัวเองจะเกิดขึ้นผ่านแง่ของการบังคับใช้และการตีความเนื้อหาตัวกฎหมาย

