เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างมากกับเพลง “ประเทศกูมี” ที่ออกมาในแนววิพากษ์รัฐบาลเผด็จการ วิจารณ์ทหารที่ใช้ปืนเข้ายึดอำนาจอธิปไตยจากประชาชนแล้วตั้งตนเป็นใหญ่ โดยอ้างว่าจะเข้ามาสร้างความปรองดองระหว่างประชาชนคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งๆ ที่ตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปิดประเทศ การใช้ความรุนแรง การบุกรุกเข้าไปปิดสถานที่ราชการ การประกาศตนเป็นกลางระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม ทั้งๆ ที่กองทัพควรจะอยู่ข้างรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย
เมื่อทำการรัฐประหารใหม่ๆ บรรดาผู้ที่เป็นฝ่ายเสื้อเหลืองที่เกลียดชังพวกเสื้อแดง ต่างก็ออกมาแก้ตัวให้กับคณะรัฐประหารว่าเข้ามาชั่วคราว 3 เดือน 6 เดือน เพื่อยุติความรุนแรง แล้วก็จะจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว จะจัดให้มีการเลือกตั้งแล้วก็ไป แต่นี่ก็มีการลากยาวมานานกว่า 4 ปีแล้ว ยังคิดจะอยู่ต่อโดยการตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรคพลังประชารัฐ ใช้ความได้เปรียบทุกอย่างทั้งในด้านอำนาจรัฐและอำนาจเงินเพื่อจะต่อท่ออยู่ต่อ ลืมคำมั่นสัญญา ลืมสัตย์วาจาที่เคยให้ไว้กับประชาชน
เมื่อคนรุ่นใหม่ ซึ่งเคยเชื่อกันว่าไม่สนใจบ้านเมือง ไม่สนใจการเมือง มุ่งแต่จะทำมาหากินอย่างเดียว การที่เกิดเพลง “ประเทศกูมี” ซึ่งมีเนื้อหาเอาความจริงที่ผู้คนทุกรุ่นทุกวัยอึดอัด อัดอั้นตันใจ เพราะแสดงออกไม่ได้ เพราะคำสั่งของเผด็จการที่ทำรัฐประหาร ห้ามการใช้สิทธิเสรีภาพ กดหัวประชาชนลงจากมาตรฐานการเป็นพลเมืองของประเทศ ทั้งยังอ้างบุญคุณอีกว่าเข้ามาสร้างความปรองดอง ขจัดความขัดแย้ง เพื่อให้สามารถทำมาหากินได้
ทั้งๆ ที่ในสังคมที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ประชาชนเป็นมนุษย์ ความขัดแย้งย่อมมีเป็นธรรมดา และไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขไม่ได้โดยสันติวิธี เพราะไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งในระบอบการปกครอง หรือในเรื่องระบอบเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งเพราะความนิยมต่อพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีมากเกินไป ที่สามารถชนะการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร มีความนิยมมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย การที่พรรคเพื่อไทยสร้างตำนานเช่นนี้ขึ้นมาได้ย่อมนำมาซึ่งความหวั่นไหว ไม่เฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่มซึ่งไม่เคยเคารพต่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน โดยสร้างทัศนคติว่าคนทั่วไปเป็นคนชั้นล่าง เป็นคนโง่ ถูกชักจูงได้ง่าย ยอมขายสิทธิขายเสียงทางการเมืองของตน ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยลงไปสัมผัสกับคนในชนชั้นนั้นเลย
การที่รัฐบาลเผด็จการทหารมีความรู้สึกรุนแรงกับเพลงเพื่อชีวิต “ประเทศกูมี” ซึ่งเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่เพียงเพลงเดียว แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอทางจิตใจของผู้นำประเทศ อาจจะเป็นเพราะสามัญสำนึกที่รู้ตัวว่าตัวว่าได้กระทำผิดพลาดอย่างมหันต์ ได้ทำลายประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ดึงประเทศถอยหลังไปถึง 40-50 ปี สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับประเทศคิดได้เป็นเงิน
จำนวนแสนๆ ล้านบาท เพราะไม่ยอมปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยก้าวเดินต่อไปด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลไกการแก้ไขความขัดแย้งของ
สังคมอย่างสันติวิธี
ถ้าไม่ใช่เพราะมโนธรรม ผ่านจิตสำนึกของตนเองในฐานะปัญญาชน ที่ผ่านการศึกษาระดับอุดมศึกษามาแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องความรู้สึกหวั่นไหว ความไม่มั่นใจ หรือคำภาษาฝรั่งว่า insecure ว่าตนจะอยู่ในอำนาจได้นานเท่าใด โดยที่พวกเราประชาชนไม่ทราบว่ามีปัจจัยอื่นหรือไม่ อย่างไร ที่ทำให้ชายชาติทหารที่กล้าทำปฏิวัติรัฐประหารต้องหวั่นไหวต่อความจริงที่ถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงโดยศิลปินนักร้องคนรุ่นใหม่ สมควรที่เสรีชนควรจะคารวะให้กับความกล้าหาญ ที่เราหลายคนมีความเห็นร่วม มีความรู้สึกร่วม แต่ไม่กล้าแสดงออก
เมื่อเห็นปฏิกิริยาซึ่งแสดงถึงความรู้สึกไม่มีความมั่นคงในการที่จะอยู่ในอำนาจ จึงมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรง เมื่อนายมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ฝ่ายตำรวจ ซึ่งต้องประจบเจ้านายอยู่แล้ว ที่จะต้องรับลูกต่อโดยการออกมาพูดว่าจะต้องมีการจับกุมดำเนินคดี ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวส่วนไหนเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายใด ขอเวลาศึกษาดูก่อนว่าจะเข้าข่ายการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์หรือไม่ ทั้งๆ ที่เพลงคือผลงานของศิลปิน เป็นงานศิลปะบนข้อมูลที่เป็นจริง ตำรวจเองก็มีความรู้สึกไม่มั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือ insecure เหมือนๆ กับผู้นำรัฐบาล เพราะกลัวถูกนายเล่นงานหากนิ่งเงียบไม่มีปฏิกิริยาอาการอะไรเลย
การแสดงออกถึงความไม่มั่นใจของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารเช่นนี้ ย่อมจะเป็นการเชื้อเชิญให้บรรดานักเสรีนิยม นักประชาธิปไตยและบรรดาผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลเผด็จการ ที่ใช้ “อำนาจเป็นธรรม” ไม่ใช่ “ธรรมเป็นอำนาจ” เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องกลัวการตรวจสอบเรื่องความไม่ชอบมาพากลของตนเองและคนรอบข้างที่เป็นข่าว
การที่ผู้นำรัฐบาลไม่มีความมั่นใจในเสถียรภาพของตนเอง ย่อมเป็นการเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาด บางครั้งก็ตัดสินใจที่จะใช้ความรุนแรงเพราะความรู้สึก insecure ของตน ถ้าจะลงเลือกตั้งก็มักจะหาหนทางเอาชนะการเลือกตั้งด้วย “อำนาจรัฐ” ที่ตนมีอยู่ในมือ ดังเช่นการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดโดยรัฐบาลที่มาจากการทำปฏิวัติรัฐประหาร เช่นการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ได้ทำรัฐประหารในปี 2490 เป็นต้นมา
จำนวนคนที่เข้าไปฟังเพลงนี้มีมากกว่า 20 ล้านครั้ง ก็ย่อมแสดงว่ามีคนสนใจเนื้อหาของเพลงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหาของเพลงไม่ได้เป็นเนื้อหาที่ไร้สาระ หรือเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เพราะเป็นเนื้อหาที่แสดงออกถึงความอัดอั้นตันใจกับความล้าหลังของประเทศ ที่ถูกฉุดลากโดยความคิดที่ล้าหลังไปเป็น 100 ปี เพราะแสดงถึงความอยู่เหนือกฎหมายของผู้มีอำนาจ ความไร้น้ำยาขององค์กรอิสระ ความเป็นศรีธนญชัยของผู้นำประเทศที่โกหกเอาตัวรอดไปวันๆ ความเป็นสังคมของคนไร้ศักดิ์ศรีที่รับได้แม้แต่การทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของตนเอง ซึ่งไม่ควรจะมีแล้วในศตวรรษที่ 21
ต้องเฝ้าคอยดูด้วยความสะพรึงกลัวว่า ผู้นำเผด็จการจะจัดการกับคนรุ่นใหม่ที่กล้าท้าทายอำนาจเผด็จการนี้อย่างไร เกรงว่าเมื่อเอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ ก็จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือที่ภาษาฝรั่งเรียก draconian law เข้าจัดการ ใช้อำนาจเป็นธรรมเข้าจัดการ จะเป็นการจุดชนวนให้เกิดการลุกลาม ระเบิดความเก็บกดที่อัดอั้นมาเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว โดยไม่ตระหนักว่าการใช้อำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมเข้าจัดการกับกลุ่มชนเหล่านี้ ที่ชี้ให้เห็นความเน่าเหม็นเละเทะของระบอบเผด็จการทหารที่เป็นอยู่ จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ เป็นเชื้อไฟให้ปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่อาจจะหยิบยื่นให้โดยเผด็จการเป็นสัจธรรม รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยไม่อาจจะร่างโดยสมุนของเผด็จการ โดยกลุ่มบุคคลที่ไม่มีจิตวิญญาณความเป็นนักประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยต้องมาจากการเรียกร้องของประชาชนและร่างโดยตัวแทนของประชาชนเท่านั้น
แม้จะมีการใช้เล่ห์เพทุบาย ใช้อำนาจรัฐจัดการเลือกตั้งโดยการเอารัดเอาเปรียบคู่แข่งขัน ด้วยการร่วมมือจากนักการเมืองสันหลังหวะบ้าง จากนักการเมืองชั้น 2 บ้าง แต่การชนะการเลือกตั้งโดยการใช้เงินที่ตนใช้เป็นข้ออ้างในการทำปฏิวัติรัฐประหาร แม้กลุ่มตนจะชนะการเลือกตั้ง ได้รับการเสนอชื่อให้จัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะดำรงอยู่บริหารประเทศได้ เพราะตนเสียสัตย์ไปแล้ว กลายเป็นผู้นำที่ตระบัดสัตย์ไปเสียแล้ว ย่อมไม่อาจจะปกครองประเทศได้ ดังที่เคยเห็นมาแล้วในอดีต
ข้อเท็จจริงอีกอันหนึ่งก็คือ ไม่มีรัฐบาลทหารรัฐบาลไหนอยู่ได้เมื่อตนพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกไปแล้วเป็นเวลานาน เพราะ ผบ.ทบ.ทุกนายย่อมต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีเองทั้งนั้น ถ้ามีโอกาส ไม่มีใครอยากเป็น “นั่งร้าน” ให้นายเก่าถ้าหากไม่จำเป็น สถานการณ์อย่างนี้ทำให้ผู้นำไม่มีความมั่นใจในเสถียรภาพของตนเอง ความหวั่นไหวจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ถ้าหากรู้อนาคตของตนหลังการลงจาก “หลังเสือ” เพราะตนรู้ดีว่าทั้งตนทั้งญาติพี่น้องและพรรคพวกได้ทำอะไรไว้บ้าง
เมื่อมีคนรุ่นใหม่แต่งเพลงที่มีเนื้อหาอิงกับ “ความเป็นจริง” จึงเกิดความหวั่นไหว มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรง แทนที่จะสงบนิ่ง ยอมรับ ขอรับผิด นำไปพิจารณาแก้ไข กาลข้างหน้ายังจะมีสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดมากกว่านี้อีก ตั้งรับให้ดีๆ
ประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องชี้อนาคต

