หมายเหตุ – สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดงานเสวนา “สนช.ปลดล็อกกัญชาเป็นยารักษาโรค” ที่ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา
สมชาย แสวงการ
เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.)
ขณะนี้ สนช. 44 คนได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษเพื่อปลดล็อกกัญชา กระท่อมออกจากยาเสพติดประเภทที่ 5 ให้นำไปใช้วิจัยทางการแพทย์ใช้รักษาโรคได้ จากการเปิดรับฟังความเห็นร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ของ สนช.มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น 16,431 คน มีผู้เห็นด้วย 16,288 คน คิดเป็นร้อยละ 99.13 มีเพียงร้อยละ 0.8 เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย คาดว่าในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเริ่มกระบวนการขั้นตอน หากทำได้ ก็จะเสร็จสิ้นช่วงต้นปีมกราคม 2562 ก็จะถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนได้
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์
ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สนช.
เหตุผลที่ สนช.ต้องเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่เรื่องกัญชา เพื่อต้องการปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดตามกฎหมายนั้น เนื่องจากขณะนี้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวม 3 ฉบับ ดูแล้วไม่น่าจะเสร็จทันวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้ง จึงเป็นกังวลว่าอาจจะทำให้กฎหมายฉบับนี้เสร็จไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ ต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่มายืนยันจะพิจารณาต่อไปหรือไม่ ถ้าไม่เสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้ ผมเกรงว่าก็จะทำให้เสียโอกาสเรื่องการปลดล็อกกัญชา ดังนั้น สนช.จึงเข้าชื่อกัน 44 คน ทำหน้าที่ ส.ส.และ ส.ว.ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอกฎหมายฉบับใหม่ ให้ปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติด และแยกออกมาจากร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ เพราะจากผลการวิจัยต่างๆ ยืนยันตรงกันว่า กัญชาสามารถนำมาใช้รักษาโรคบางโรคได้ เช่น บรรเทาอาการปวดจากมะเร็ง แก้คลื่นไส้อาเจียนจากการใช้คีโม และโรคปลอกประสาทอักเสบ
ขอยืนยันว่า สิ่งที่ สนช.เสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ต้องการให้ใช้และพัฒนาการทางการแพทย์เท่านั้น เนื้อหาร่างใหม่ที่ 44 สนช.จะลงชื่อเสนอ มี 17 มาตรา จะกำหนดขอบเขตพื้นที่ให้สามารถปลูกและวิจัยทดลองกัญชาตามพื้นที่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กำหนดเท่านั้น เพื่อนำมาใช้วิจัยทางการแพทย์ จะพยายามเร่งพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเสร็จให้ทันก่อนสิ้นเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทย
พรเพชร วิชิตชลชัย
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
กัญชา เมื่อจัดอันดับความรุนแรงทางกฎหมายแล้วจะอยู่ในสารเสพติดลำดับความรุนแรงที่ 5 ตามกฎหมายมีเรื่องของการบังคับหรือครอบครองจึงมีโทษอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่โทษจะไม่เท่าสารเสพติดลำดับความรุนแรงที่ 1-4 แม้จะมีงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศบ่งชี้ให้เห็นเกือบทั่วโลกแล้วว่า กัญชา เป็นพืชที่มีคุณสมบัติที่สามารถนำมาทำกระบวนการแปรรูปได้ โดยการแปรรูปนี้ก็เพื่อนำมารักษาโรคต่างๆ จึงเป็นเหตุให้มีภาคประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ ขอเรียกร้องให้มีการปลดล็อกเรื่องของกัญชาออกจากสารเสพติดให้โทษในลำดับที่ 5 ไม่เช่นนั้น หากจะนำไปพัฒนาในทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะกับทางแพทย์จะไม่เกิดประโยชน์ หากไม่มีการปลดล็อกตรงนี้
อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกยาเสพติดเป็นเรื่องที่ยากมากตามกระบวนการในเรื่องของนิติวิธี จึงมีแนวคิดว่า จะให้แยกกัญชาออกมา เรื่องนี้ สนช.สามารถทำได้โดยหน้าที่ เพราะกฎหมายที่จะทำดังกล่าวนี้ ไม่ถือเป็นกฎหมายทางการเงิน สนช.จึงสามารถเสนอได้เอง แม้การทำกฎหมายจะต้องใช้กระบวนการที่นาน เพราะเราจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 77 ที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เราก็ต้องออกไปฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ แต่เชื่อว่าหากจะทำจริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาที่เราจะเดินหน้าต่อไป
วิชา มหาคุณ
อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ต้องทำตามหลักเกณฑ์ หรือ หลักการ 3 ข้อ ที่จะต้องแก้ไขได้ในรูปแบบต่อไป 1.เลิกคิดว่าเป็นพืชเสพติด อย่างที่ทางใต้ เรื่องใบกระท่อมเป็นพืชที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ เราอย่าทำให้เป็นพืชเสพติดอีกเลย เพราะถ้ามันกลายเป็นยารักษาโรค ก็มี พ.ร.บ.ยารักษาโรคควบคุมดูแลอยู่แล้ว เราต้องเข้าใจก่อนและเข้าถึง ถึงจะพัฒนาได้ 2.ให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงได้ ไม่ใช่ให้แต่อุตสาหกรรม เอกชนใหญ่ๆ เข้าถึงได้อย่างเดียว เราต้องป้องกันการผูกขาดสัมปทาน และการเสียเงินยากลำบาก มิเช่นนั้นจะแตกต่างอะไรจากการซื้อมอร์ฟีน ป้องกันไม่ให้มีการผูกขาดอย่างเด็ดขาด ต้องปลดล็อกตรงนี้ ต้องควบคุมดูแลให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เป็นของเถื่อน และ 3.งานวิจัยที่มีอยู่แล้ว ทำไมจะต้องมีการอนุญาตซับซ้อน เราต้องรองรับงานวิจัยที่เคยมีมาแล้ว เพราะเราต้องการผลผลิตจากงานวิจัยเยอะที่สุด อย่าให้เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกขัดขวาง เรื่องนี้ต้องเป็นอิสระแต่ถูกควบคุมได้ในเชิงวิชาการ ทำให้งานวิจัยมันก้าวหน้า
วิรัตน์ กัลยาศิริ
คณะกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมหยิบเรื่องกระท่อมขึ้นมา เพราะตอนนั้นยังไม่มีกัญชา แต่สุดท้ายเสียงในสภาเราไม่เยอะจึงต้องถอนเรื่องนี้ออกมา ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นผมขอฝาก สนช.ให้ช่วยเรื่องพืชกระท่อมด้วย เห็นด้วยเรื่องนำกัญชามาทำกับแพทย์แผนไทย เน้นว่าให้สร้างเงื่อนไขและการครอบคลุมให้น้อย มิเช่นนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่ง เรื่องการผลิตก็ต้องเปิดกว้าง เช่น โอท็อปก็สามารถทำได้ มิเช่นนั้นจะถูกลดและครอบงำโดยบริษัทรัฐ มหาวิทยาลัยรัฐหรือเอกชนก็สามารถเดินงานวิจัยต่อได้เลยโดยที่ไม่ต้องรองานการรองรับ แล้วนำงานวิจัยมาใช้ในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนา ผมว่ากัญชาและกระท่อมมีประโยชน์หากเรากำหนดเกณฑ์การใช้ที่ดีและเหมาะสม
พิภพ ชำนิวิกัยพงศ์
ที่ปรึกษาสำนักงาน ป.ป.ส. ด้านพืชเสพติด
เป็นนิมิตหมายที่ดี การกำหนดพื้นที่ไม่จำเป็นต้องตรา พ.ร.ฎ. เพราะการปลูกใช้เวลาแค่ 3-6 เดือน หากรอคงไม่ได้ทำ อยากให้ปรับเป็นกฎกระทรวง คำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ส. ให้อ่อนตัวทำได้ง่ายกว่า ไม่ใช่แค่การสกัดสารสำคัญออกไปใช้ แต่ยังมีลำต้นหรือส่วนอื่นที่นำไปใช้ได้อีก เช่น เมล็ดสกัดน้ำมันแล้ว กากของเมล็ดก็ยังสามารถไปทำอย่างอื่นได้อีก ในส่วนของป.ป.ส. พร้อม มีฐานข้อมูลตามระบบ GIS อยู่ ที่จะทำให้เห็นว่า ใครจะใช้อยู่พื้นที่ไหนบ้าง แต่ละพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกไหม เพื่อดูความเป็นไปได้ แนวทางการลงทะเบียนหากทำได้ให้รีบทำก่อน จะได้มีความชัดเจน
ส่วนกระท่อม ควรปลดล็อกอย่างยิ่ง เพราะเป็นไม้ยืนต้น ปลูกในน้ำได้ 10 ปีก็สามารถขายไม้ได้ หากทำได้จะเป็นไม้เศรษฐกิจของป่าชุมชน กลายเป็น Buffer Zone ของสึนามิได้ด้วย อยากยืนยัน สำนักงาน ป.ป.ส.มีศักยภาพพอ ในการนำข้อมูลมาใส่ในแผนที่เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และจัดระบบต่อไป
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์
ผมสนับสนุนเรื่องนี้ตั้งแต่เป็น ส.ส. ตอนนั้นคะแนนเสียงสภาหมิ่นเหม่ ตอนนี้ดีใจที่ สนช.จะออกกฎหมายฉบับนี้ และเชื่อว่าจะต้องทันแบบขึ้นทางด่วน ผมขอลงรายมาตรา 3 แก้ไขมาตรา 16 ที่ห้ามไม่ให้ใครผลิตนำเข้า เสนอให้ตัดคำว่า “เฉพาะเวลาจำเป็นในเวลาราชการ” เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการใช้งาน
ส่วนในมาตรา 6 แก้ไขมาตรา 19 แก้ไขเรื่องผู้ขอใบอนุญาต ที่ระบุว่า “ผู้ผลิตและครอบครองจะต้องมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย” ผมเสนอเพิ่มว่า “ผู้ผลิตและครอบครองจะต้องมีสัญชาติไทย และมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย” เพื่อป้องกันนายทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาใช้ตรงนี้เป็นช่องทางทำกิน โดยปิดกั้นคนไทยที่ควรมีโอกาสได้ใช้สิ่งนี้ตามแบบฉบับยาแผนไทย เพราะเราเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาทำทุนในประเทศไทยในเรื่องอื่นๆ นานมากแล้ว เรื่องนี้จึงต้องป้องกันไว้ ส่วนอำนาจในการปลูกกัญชาในพื้นที่ใดๆ นั้น ส่วนตัวเห็นสมควรว่า ในปัจจุบันควรระบุให้ทำเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ก็พอแล้ว ผมเห็นว่าหมดเวลาศึกษาวิจัยแล้ว การศึกษาวิจัยในเรื่องนี้เรามีมามากมายเยอะแยะแล้ว ตอนนี้อยากให้นำงานวิจัยต่างๆ มาลงมือทำเลยมากกว่า เพราะชัดเจนแล้วว่างานวิจัยเยอะแยะมากจะหยิบตรงไหนมาทำก็ได้ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไปได้

