น.2รายงาน : นักวิชาการ-นักการเมือง วิพากษ์‘บิ๊กตู่’ถกปลดล็อก

1.11.18 | 13:00 น.

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการและนักการเมืองกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาระบุพร้อมหารือพรรคการเมือง ในเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคม เพื่อปลดล็อกให้ทำกิจกรรม

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเมืองในช่วงปลายปี ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรมีข้อห้ามใดๆ แล้ว เพราะเรากำลังเดินทางไปสู่การออกจากการเมืองของทหาร และ คสช. ควรเดินเข้าสู่รัฐบาลพลเรือน ไม่ควรมีอะไรมากดดัน บีบให้ฝ่ายการเมืองต้องคอยระมัดระวังจนไม่กล้าเสนอนโยบาย ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด ประชาชนควรได้รับแนวนโยบายของพรรคการเมืองอย่างตรงไปตรงมาไม่อย่างนั้น จะทำให้เกิดความเข้าไม่ถึงของข้อมูลที่ประชาชนได้รับอย่างจำกัด เมื่อพรรคการเมืองระวังตัวมากเกินไป ประเด็นที่จะเป็นสัญญาประชาคมก็ไม่ชัด เพราะฉะนั้นไม่ควรมีล็อกใดๆ หลงเหลืออยู่

เพราะเกรงจะเกิดความวุ่นวาย กฎหมายเลือกตั้งก็มีอยู่แล้ว กกต.ก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว จึงควรปลดล็อกโดยสิ้นเชิง แล้วเข้าสู่กระบวนการปกติตามกฎหมายเลือกตั้งกำหนดไว้แล้วว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

Advertisement

ตามหลักประชาธิปไตยทั่วไป คนอยากเป็นผู้นำ ก็ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่อยากให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความกล้าหาญเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง เพราะพรรคการเมืองที่แสดงท่าทีว่าสนับสนุนท่านก็มี จึงไม่ใช่เรื่องที่จะให้ประชาชนมาเดาเอาเองบนความไม่แน่นอนว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรคหรือรอคนเสนอชิงนายกฯ ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัวของท่านเองด้วย

สำหรับท่าทีต่อกระแสเพลงประเทศกูมี ซึ่งภาครัฐมีท่าที ถอย นั้น ถามว่าเป็นพราะความกังวลว่าจะมีผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งหรือไม่ มองว่า ช่วงแรกที่กลไกรัฐออกมาพูดว่าส่อผิดกฎหมาย คิดว่าเป็นเพราะความชินของผู้อำนาจทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งลุแก่อำนาจโดยบางทีไม่ได้ดูข้อกฎหมายจริงๆ ด้วยซ้ำไป ว่าประเด็นพวกนี้ที่สุดแล้วควรเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ควรมีอำนาจอื่นมาซ้อนทับ อำนาจอื่นที่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ 60 คงต้องถามแล้วว่าเราจะยอมให้เกิดสภาวะแบบนี้หรือไม่ ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง

อนิจจังของการเมืองไทยคือ อำนาจไม่ยั่งยืน ต่อให้พยายามดึงรั้งไว้ แต่สุดท้ายต้องเสื่อมถอยลง เป็นปกติของรัฐบาลทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะเผด็จการ ประชาธิปไตยก็มีขาขึ้นขาลง แต่ความนิยมของคนที่มีต่อนักการเมือง ถ้าเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีความระมัดระวังในการใช้อำนาจ กลไกรัฐที่รับใช้ในทางนโยบายก็มีกรอบของการใช้อำนาจอยู่ แต่นักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ บางครั้งพูดไปก่อนโดยไม่ได้ดูข้อกฎหมาย พอพูดไปแล้วกระแสต่อต้านเยอะขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล หรือผู้นำ ท้ายที่สุดต้องกลับลำ กลับคำ-สื่อให้เห็นว่านี่คือความอ่อนไหว และสั่นไหวของคนที่อยู่ในอำนาจ

ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งแบบปกติทั่วไปที่ครบเทอมครบวาระ จากที่ดูสถานการณ์มาตั้งแต่เริ่มมีการจุดประกายการเลือกตั้ง หัวใจการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เป็นมาโดยตลอด ตั้งแต่การรัฐประหาร พ.ศ.2549 นี่คือความพยายามของสังคมไทยครั้งใหม่ที่จะใช้การเลือกตั้งเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

ถามว่ากลไกทั้งหมดของเราตอนนี้ เราใช้การเลือกตั้งเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่ แนวโน้มที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ การเลือกตั้งยังไม่ปรากฎเห็นภาพชัดมากนักว่าด้วยเรื่องของการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม ถ้าจะใช้กลไกการเลือกตั้งเพื่อแก้ไขปัญหา ต้องตอบให้ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีเสรีและความยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีก็อย่าหวังว่าการเลือกตั้งจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยได้เลย

นอกจากนี้ ยังมีความล่อแหลม คือ เอาเข้าจริงแล้ว ชนชั้นนำไทย จะใช้กลไกการเลือกตั้งในการจัดสรรผลประโยชน์หรือเป็นกลไกในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำด้วยหรือไม่ นั่นคือเรื่องสำคัญ เพราะเราจะเห็นการมีหลากหลายพรรค หลากหลายขั้ว จะมีบางพรรค แทงกั๊ก เราจะเห็นการจัดกลุ่มแนวร่วมทางการเมืองของชนชั้นนำไทยใหม่

ในฐานะประชาชนพลเมืองธรรมดา ตั้งแต่ชนชั้นกลางถึงรากหญ้า เราเข้าใจการเลือกตั้งว่าจะได้นโยบายอะไรบ้าง แต่ก็ต้องตระหนักว่าจริงๆ แล้วการเลือกตั้งครั้งนี้ชนชั้นกลาง หรือรากหญ้ามีอำนาจในมือมากน้อยแค่ไหนกับชนชั้นนำไทยในสถานการณ์เลือกตั้งครั้งนี้

ประเด็นการปลดล็อก สมมุติว่าปลดล็อกวันนี้ทั้งในแง่ของกฎหมาย และในแง่การอนุญาตเข้าพื้นที่ต่างๆ ต้องดูว่าจริงๆ แล้วมีเวลาแค่ไหนให้พรรคการเมืองหาเสียงและเข้าถึงพื้นที่จนถึงการเลือกตั้ง จากวันนี้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ เวลาน้อยมาก การปลดล็อกต่างๆ ต้องคิดบนฐานของการมีระยะเวลาที่เพียงพอให้พรรคการเมืองทำงานได้ มีเวลาให้ประชาชนคิดได้ เพราะฉะนั้นเรื่องกฎหมาย เรื่องการอนุญาตต่างๆ ค่อยๆ ปลดล็อกไป แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ มันทันกับเวลาที่เขาต้องทำงานหรือเปล่า นั่นเรื่องใหญ่

วันนี้ต่อให้ปลดล็อกเรื่องต่างๆ เช่น การอนุญาตการหาเสียงผ่านโซเชียล การชุมนุม และอื่นๆ ปลดวันนี้ แต่เลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ไม่ว่าปลดล็อกอย่างไรก็ไม่ยุติธรรม และพอพูดถึงการเลือกตั้ง แน่นอนว่าต้องการพลังมวลชน แต่พอมวลชนออกมา คนมีอำนาจจะตีความคนที่ออกมาในแง่บวกหรือแง่ลบ

กรณีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังแทงกั๊กว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคหรือรอคนเสนอชิงนายกฯ มองว่า การจะหงายไพ่ขึ้นอยู่กับกระแสที่ได้ เป็นด้านบวกหรือลบต่อตัวเองมาก ซึ่งก็รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย เราจะเห็นปรากฏการณ์การย้ายพรรค เช่น บางพรรคยังไม่เคยเห็นว่าจะไปอยู่ด้วยกันได้อย่างไร อย่างพรรคชาติไทยพัฒนา ไปซบภูมิใจไทย

สถานการณ์ปัจจุบัน ทุกคนจะค่อยๆ หงายไพ่ เพราะจะดูกระแสว่า เมื่อเปิดไพ่แล้ว กระแสที่ได้จะมากน้อยแค่ไหน ที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่หงายไพ่แล้วในปัจจุบัน หมายถึงกลุ่มการเมืองในพื้นที่ด้วย เช่น สมุทรสาคร น่าสนุกมาก เราจะเห็นส่วนหัวค่อยๆ หงายไพ่ แต่ข้างในเองก็สลับขั้วกันในพื้นที่ รวมถึงในหลายพื้นที่ในภาคตะวันออก รวมถึงนครราชสีมา

ส่วนประเด็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินคารวะแผ่นดิน ให้ลองมองกลับไปดูสถานการณ์ล่าสุด อย่างกระแสในโซเชียล และมีอีกพรรคหนึ่งที่ค่อนข้างล้ำเส้นกว่าพรรคอื่น พอมีคนตั้งข้อสังเกตมากๆ ทุกอย่างถูกโยนไปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทาง กกต.จะบอกว่าอันนี้ทำได้ ท้ายที่สุดเรื่องเผือกร้อนกำนันสุเทพ และกรณีกลุ่มสามมิตร มองว่า กกต.ยังไม่สามารถส่งสัญญาณว่าสามารถเป่านกหวีดออกจากเส้นปล่อยตัวได้หรือยัง ทั้งที่ กกต.เป็นกลไกที่จะบอกว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แต่เมื่อไหร่ที่ กกต.ยังไม่ถูกเคาะประตูบ้าน กกต.ก็ไม่ออกมาพูด

ชัยเกษม นิติสิริ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและแกนนำพรรคเพื่อไทย

ที่จริงควรปลดล็อกตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะถ้าปลดล็อกแล้วก็ไม่ต้องมานั่งตีความกัน ว่าคนนั้นทำผิดหรือไม่ผิด คนนี้ทำได้หรือไม่ได้ กลายเป็นว่าตอนนี้ไม่รู้ว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน แล้วคนทำงานก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย และถูกตามที่เขาบอกว่ามันถูก เวลานี้ไม่ใช่กฎหมายแล้ว แต่เป็นอะไรก็ไม่รู้ ดังนั้น ควรจะปลดล็อกได้แล้ว ไม่ต้องไปรอถึงเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคมหรอก ทั้งนี้ หากจะมีการปลดล็อกก็ควรปลดล็อกทุกอย่างเลย รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แค่ไหน กฎหมายเลือกตั้งกำหนดไว้แค่ไหนก็ให้เป็นไปตามนั้น ไม่ต้องเอามาตรา 44 มาเกี่ยวข้องให้รกรุงรัง และไม่เป็นประชาธิปไตย การหาเสียงก็ควรให้สามารถทำได้เต็มที่ การที่จะพูดจาแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์ก็ควรทำได้แล้ว เพราะห้วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาที่ควรเสนอนโยบายของตัวเองได้แล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี พอไปปิดกั้นเข้าก็ทำอะไรไม่ออก ไหนจะกลัวว่าทำไปแล้วจะไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันในการมาเอาผิดอีก อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.
ทุกคำสั่ง เพราะทำให้เกิดปัญหามากที่สุด ไม่เคยมีสมัยไหนที่จะเลือกตั้งแล้วยังมีคำสั่งที่ใช้อำนาจของผู้ที่ยึดอำนาจอยู่ และใช้บังคับต่อไป มีแต่ปลดคำสั่งกันโดยเร็วทั้งนั้น

แต่นี่ 4 ปีแล้ว ยังคงไว้ต่อไป เป็นเรื่องที่ประหลาด และพิสดารพันลึกที่สุด แต่ทั้งนี้ ผมไม่อยากเรียกร้องให้ทำอะไร เพราะเรียกร้องไปคงไม่เกิดประโยชน์อะไร ปล่อยเขาไป เขาอยากจะทำอะไรก็ทำ เราก็จะทำอะไรก็ตามภายในกรอบที่เราคิดว่าเราจะสามารถทำได้

วราวุธ ศิลปอาชา
แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา

ต้องไม่ลืมว่า ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ระบุว่า จะปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้นั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับกำหนดเวลาที่จะครบ 90 วันที่ พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 12-13 ธันวาคมนี้ และเมื่อวันนั้นมาถึงก็จะมีผลปลดล็อกตามกฎหมายพรรคการเมืองอยู่แล้ว ดังนั้น ผมยังไม่ทราบว่า ในช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุล่าสุดนั้น จะปลดล็อกให้ทันที หรือว่า จะมีเงื่อนไขอะไรออกมาอีกหรือไม่ ระหว่างนี้คงต้องรอฟังความคืบหน้าจาก พล.อ.ประยุทธ์ อีกครั้งถึงจะพูดอะไรได้ ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เผยว่าจะนัดหารือกับพรรคการเมืองอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ถ้ารัฐบาลเชิญมาพรรคชาติไทยพัฒนาก็ยินดีเข้าร่วมหารือ

เบื้องต้นในส่วนของพรรคการเมืองไม่มีปัญหา เพราะยังสามารถทำงานได้ทัน แต่กังวลในเรื่องการทำงานของ กกต.ที่ต้องเตรียมพร้อมจัดการเลือกตั้ง รวมถึงทำหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดของพรรคการเมือง ทั้งสมาชิกพรรค, จดทะเบียนจัดตั้งพรรครวมไปถึงการประกาศเขตเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ที่ล่าสุด กกต. ยังไม่สามารถประกาศเขตเลือกตั้งได้ เพราะหากยึดตามแผนเดือนพฤศจิกายน กกต.ต้องประกาศเขตเลือกตั้ง จากนั้นต้องเตรียมพร้อมเขตเลือกตั้ง

นอกจากนั้นยังมีการตรวจสอบนโยบายหาเสียงที่พรรคจะใช้หาเสียง ต้องคุยกับ กกต.เพื่อให้เวลาที่เพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้งที่เรียบร้อย