หลังจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเรียนจบปริญญา สาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ และยังมีความมุ่งมั่นทางการเมืองในการเข้าสู่พรรคประชาธิปัตย์ และแสดงความเห็นที่จะปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ ตามแนวทางเสรีนิยมประชาธิปไตย ได้เข้าสู่กระบวนการเกณฑ์ทหาร โดยได้เข้าฝึกในค่าย พัน ร.มทบ11 จนครบ 6 เดือนแล้ว
โดยนายพริษฐ์ หรือไอติม ได้เปิดใจถึงเหตุการณ์การเกณฑ์หทารว่า หากไม่มีการเกณฑ์ทหาร ก็คงไม่มาเป็นทหาร เพราะตนเองมีความชอบและถนัดด้านอื่น คิดว่าคงสามารถนำเอาความรู้ดังกล่าวมาพัฒนาประเทศได้เช่นกัน ทั้งนี้ นายพริษฐ์ได้เปิดใจ ความรู้สึกต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊ก
พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu มีรายละเอียดดังนี้
[วันกลับสู่การเป็นพลเรือน หลังปลดจากการรับราชการทหารครบกำหนด]
ถ้าถามว่า หากไม่มีระบบการเกณฑ์ทหาร ผมเคยคิดอยากมาเป็นทหารไหม ? ต้องตอบตรงๆว่า “ไม่”
ไม่ใช่เพราะอาชีพทหารเป็นอาชีพที่ไม่น่ายกย่อง แต่เพราะผมมีความชอบส่วนตัวหรือความถนัดด้านอื่นที่อาจทำให้ผมช่วยเหลือประเทศในด้านอื่นได้มากกว่า
ถ้าถามอีกว่า ผมคิดว่าควรมีการปรับปรุงระบบการเกณฑ์ทหารไหม ? ต้องตอบตรงๆว่า “แน่นอน”
ผมคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเข้ารับราชการแล้ว แต่อยากรอเก็บความรู้ใหม่ๆ และประสบการณ์ที่จะได้ ก่อนจะเสนอแนวทางที่ผมคิดว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับประชาชน และต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้แนวทางที่ว่าสามารถเป็นไปได้จริง (ซึ่งจะประกาศในเร็วๆ นี้)
แต่ในวันนี้ วันที่ผมกำลังจะเปลี่ยนจากพลทหารกลับมาเป็นพลเรือนอีกครั้ง ผมขอเสนอแต่เรื่องในเชิงบวกที่ผมได้รับจาก 6 เดือนที่ผ่านมา เพราะถึงแม้ชีวิตจะลิขิตให้ผมต้องมาทำสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่การตัดสินใจที่เสรีของผม แต่ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่า ถ้าไหนๆ ก็ต้องมาทำหน้าที่ตามกฎหมาย แทนที่ผมจะนั่งฝืนหรือบ่นว่าตัวเองจะ “เสีย” อะไรไปบ้าง (เพราะผมไม่ได้เสียอะไรมาก เมื่อเทียบกับอีกหลายๆ คนที่เขามีภาระทางการเงินหรือภาระครอบครัวที่บ้าน) ผมควรใช้เวลาทุกวินาทีให้ดีและคุ้มค่าที่สุดดีกว่า เผื่อจะ “ได้” อะไรกลับออกมาบ้าง
ผมบอกได้เลยว่าสิ่งที่ผม “ได้” นั้น มีอยู่ไม่น้อย และขอสรุปเป็น 3 ข้อใหญ่ :
1) ได้รู้จัก”กองทัพ” มากขึ้น
ผมได้เรียนรู้โดยตรงถึงข้อดี-ข้อเสีย ของระบบเกณฑ์ทหาร เพื่อนำมาปรับข้อเสนอของผมให้สอดคล้องความเป็นจริงมากขึ้น
(ถึงแม้ต้องยอมรับว่าการปฏิบัติในแต่ละค่าย ยังแตกต่างกันเยอะ)
ผมได้เข้าใจมุมมองจากนายทหารหลายคนที่อยู่กับระบบนี้มานาน แต่ยอมเปิดใจคุยกับผมในหลายประเด็น ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็แสดงให้ผมเห็นว่า แม้แต่ในแวดวงทหารเอง ความคิดต่อเรื่องนี้ก็หลากหลายมาก
2) ได้รู้จักเพื่อน และสังคมมากขึ้น
ผมได้เพื่อนใหม่หลายคน ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน และคงไม่น่าโคจรมาเจอกันถ้าไม่ได้มาเป็นทหาร
ผมเห็นความสามารถที่แตกต่างหลากหลายของเพื่อนๆ พี่ๆจากทั่วประเทศ (ผมสัญญากับเพื่อนคนนึงแล้ว ว่าจะให้เขามาร้องเพลงในวันแต่งงานของผม – แต่บอกเขาว่าอาจต้องรออีกนาน) ทั้งหมดนี้ เป็นมิตรภาพที่ผมจะดูแลรักษา
ผมยังได้เห็นกับตาอย่างชัดเจนว่า เด็กสองคนที่เกิดมาในประเทศเรา มีโอกาสไม่เท่ากัน แม้ว่าศักยภาพจะเท่ากันก็ตาม ด้วยปัจจัยหรือปัญหาบางอย่างที่เขาเลือกหรือควบคุมไม่ได้ (ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษา หรือ ปัญหายาเสพติดและสุรา) ทำให้เส้นทางชีวิตของคนนึงไปได้ไกลมากกว่าอีกคน
ระยะเวลา 6 เดือนที่ผมได้ใช้ชีวิต กินข้าวหม้อเดียว นอนห้องเดียว อาบน้ำอ่างเดียว กับ เพื่อนๆพลทหารนับร้อย คงไม่มีโอกาสดีกว่านี้อีกแล้วที่ผมจะได้อยู่ร่วมและทำความเข้าใจชีวิตของเพื่อนๆชาวไทยจากหลายที่มา ซึ่งผมยืนยันว่า การทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น คือเหตุผลหลักที่ทำให้ผมตั้งใจเข้ามาทำงานการเมือง
3) ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
ผมได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผมโชคดีที่ผม “มี” และ “ให้” คนอื่นได้ และ อะไรคือสิ่งที่ผม “ขาด” ที่ผมยังต้องไขว่คว้าเรียนรู้อีกเยอะ
ผมมีโอกาสสอนภาษาอังกฤษ(โดยแทรกซึมการเมืองนิดๆ) ให้แก่เด็กๆในค่ายทุกเย็น มันเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้ผมรู้ถึงความท้าทายของการเป็น “ครู” ว่าระหว่าง “การมีความรู้” กับ “การถ่ายทอดความรู้หรือทักษะ” นั้น มันแตกต่างกันแค่ไหน และสำหรับคุณค่าของความเป็น “ครู” แค่เพียงความสดใสและแววตาที่ตั้งใจของเด็กๆ มันก็ทำให้ผมยิ้มได้ในวันที่ผมเหนื่อย
ผมได้รู้ถึงความสำคัญของการให้เวลากับ “ครอบครัว” มากขึ้น ยังจำได้ดีช่วงหนึ่งเดือนก่อนเข้าค่าย ผมทำแต่งาน เป็นห่วงแต่งานจนแทบจะไม่มีเวลาคุยหรือทานข้าวกับพ่อ-แม่-พี่ชาย แต่หลังจากเข้าไปในค่ายและไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้แล้ว สิ่งเดียวที่ผมคิด กลับไม่ใช่เรื่องงาน แต่มีแค่ว่า “อยากทานข้าวกับครอบครัวอีกสักมื้อ”
อ๋อ และอีกอย่างที่ลืมไม่ได้ คือผมได้ลดน้ำหนักได้จริงๆ สักทีครับ
ทุกอย่างที่ผมเอ่ยถึง เป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่ผมได้ติดตัวกลับมาจากประสบการณ์ 6 เดือนนี้ และ ผมเชื่อว่า ในช่วงที่ผมกำลังก้าวเข้าสู่อาชีพการเมืองอย่างเต็มตัว บทเรียนเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มและปรับปรุงความคิดของผมในการเสนอทางออกและพัฒนาประเทศไปในทางที่ตอบโจทย์คนไทยทุกคน
ท้ายสุดนี้ ผมขอขอบคุณทุกๆ คนที่ผมได้มีโอกาสรู้จักและสัมผัสในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น พี่ๆ เพื่อนๆ พลทหาร ครูฝึกที่อดทนกับผมมาตลอด หมู่ จ่า ผู้กอง ที่ผมได้ทำงานด้วย น้องๆ ที่มาเรียนกับผมทุกวัน รวมถึงลุงป้าน้าอาตามร้านค้าในค่าย
ทุกคนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่ผมไม่มีวันลืม
อดีต พลทหาร พริษฐ์ วัชรสินธุ (ผลัด 1/61)

