หลัง “หลั่งน้ำตา” ประกาศ “ตระบัดสัตย์” ด้วยความจำเป็นที่จะต้องเดินนำเพื่อสตาร์ต “รวมพลังประชาชาติไทย” ให้มีความเชื่อมั่นในโอกาสจะมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้
“สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้ที่ยืนยันหลายครั้ง ด้วยสัญญาและสาบานหลายรูปแบบว่าจะ “เลิกเล่นการเมือง” ก็กลายเป็นผู้ที่ต้องทำงานหนักสุด
กระทั่งทำให้ได้เห็นชัดเจนว่าในถนนการหาเสียงเลือกตั้งนั้น บทบาทของ “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” หัวหน้าพรรคกลายเป็นแค่ตัวประกอบที่คอยเดินตาม แทบไม่มีใครพูดถึง
และไม่เว้นแม้แต่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ก็เป็นแค่ละอ่อนในขบวนแถวคารวะแผ่นดินที่มี “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เดินนำ
เรื่องราวทั้งหลายที่ดำเนินมาเช่นนี้ ย่อมสะท้อนว่าใน “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” แม้จะประกาศกัน
โครมๆ ว่าจะเป็นพรรคของประชาชน แต่ถึงที่สุดแล้วยากอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่าเป็นพรรคของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”
และความเป็นไปเช่นนี้เองที่มีความสำคัญยิ่ง
ผลการพลิกโฉมจากนักการเมืองแบบ “เทพเทือก” ในมิติของการใช้อำนาจรัฐ มาสู่บท “ลุงกำนัน” เป็นจิตวิญญาณของ “ม็อบนกหวีด” กระทั่งการเมืองนำสู่การทำรัฐประหาร
อำนาจรัฐในมือของ “คณะรัฐประหาร” กว่า 5 ปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดอะไรกับประเทศบ้าง
ตอกย้ำความรู้สึกนึกคิดอย่างไรในคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อมั่นในวิถีประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างเท่าเทียม เปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนบางกลุ่มบางพวกที่เชื่อว่า “คณะของคนดี” ย่อมพัฒนาประเทศได้มากกว่า “มาจากการเลือกตั้ง” ได้หรือไม่
บทบาทของ “เทพเทือก” สู่ “ลุงกำนัน” อันคือ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่เดินคารวะแผ่นดินไปทั่วประเทศในวันนี้ จะเป็นคำตอบในบทเรียนนั้น
ไม่เพียงสร้าง “รวมพลังประชาชาติไทย” ขึ้นมาอย่างเป็นที่รู้กันว่าเป็นพรรคเพื่อภารกิจหนุนเสริมอำนาจที่จะต่อเนื่องไปของ คสช.เท่านั้น
แต่ยังมีเสียงเล่าลือกันว่า เป็นขบวนการที่อยู่เบื้องหลังแรงกดดันต่อพรรคประชาธิปัตย์ให้ต้องเลือกทางเดินในจังหวะการจัดตั้งรัฐบาล หากเสียงจากพรรคฝ่ายเสริมความต่อเนื่องของอำนาจไม่เพียงพอจะสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
พรรคประชาธิปปัตย์จะต้องมาเป็นตัวประกอบหลักเพื่อให้ภารกิจสืบเนื่องอำนาจบรรลุเป้าหมาย
การเดินสายคารวะแผ่นดินของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นไปอย่างคึกคักยิ่ง
หากมองข้ามความไม่เชื่อมั่นบางอย่างไป ด้วยเชื่อไว้ก่อนว่าการเลือกตั้งจะถูกดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562
ตัวที่จะสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เรียนรู้อะไรบ้างในทางการเมือง ใน 5 ปีหลังรัฐบาลที่มาจากการใช้กำลังยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ ก็คือ “เสียงตอบรับกระแสคารวะแผ่นดิน” ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”
และผลของการเรียนรู้บทเรียนนี้ของประชาชนส่วนใหญ่มีความสำคัญยิ่ง
ด้วยการตัดสินใจที่เกิดขึ้นหลังเรียนรู้บทเรียนมาอย่างยาวนานนี้ จะบอกว่า “อนาคตการเมืองของประเทศจะเป็นอย่างไร”
“อนาคตการเมืองที่กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ และประชาชน”
และนั่นหมายถึง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” มีความสำคัญยิ่ง
สำคัญตรงที่ประชาชนส่วนใหญ่ จะให้บทเรียนอย่างไร
สำเร็จ หรือล้มเหลว หลังภารกิจในวาทกรรม “คารวะแผ่นดิน”
การ์ตอง

