รายงาน : 2หัวคะแนน‘ยงยุทธ-จตุพร’ เปิดห้องฟุ้งฟื้นประชาธิปไตย

4.11.18 | 13:00 น.

หมายเหตุ – นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บรรยายพิเศษหัวข้อ “ฟื้นประชาธิปไตย ก้าวไปด้วยกัน” ต่อแนวร่วมพรรคเพื่อชาติในงานตั้งสาขาพรรค ที่ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน

ยงยุทธ ติยะไพรัช

อดีตประธานรัฐสภา

ในประเทศเผด็จการที่ปกครองโดยทหารทุกประเทศ จะมีคำว่ารัฐซ้อนรัฐ ผมยกตัวอย่างการเมืองปากีสถานและพม่า ซึ่งออง ซาน ซูจีชนะ แต่ปกครองประเทศไม่ได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญไทยที่บอกว่าคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้วไปครอบงำพรรคจะทำให้พรรคถูกยุบก็ทำนองนี้ แต่พี่น้องไม่ต้องตกใจ เพราะสุดท้ายออง ซาน ซูจีชนะแล้วก็ให้ลูกน้องปกครองประเทศแทนได้

ผมเป็นกองเชียร์พรรคนี้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันนี้คือการพูดคุยกัน ประเทศไทยต้องมีความสามัคคี เพราะหากต่างคนต่างอวดดีคนละฝ่าย คิดแต่จะเอาชนะการเลือกตั้ง สุดท้ายแล้วการเลือกตั้งของประเทศไทย ก็จะไม่ต่างจากประเทศปากีสถานหรือประเทศพม่า ที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย มีเพียงรูปแบบและโครงสร้าง แต่เนื้อในของประชาธิปไตยไม่เหลืออะไรเลย เพราะคนถือปืนจะใหญ่กว่า ผมสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ ก็เพราะว่าเป็นพรรคการเมืองที่อยู่เกาะกลาง เพราะตราบใดที่คนยังถูกบังคับให้เลือกข้าง เดินทางไปหาเสียงในที่ต่างๆ ไม่ได้ เหล่านี้ผมว่าไม่ใช่ แม้เราจะเห็นต่างกัน แต่เราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาผมก็โดน เช่นเดินไป
ซื้อของแล้วกล่าวหาผมว่าเป็นคนเสื้อแดง จึงไม่ขายของให้ เช่นเดียวกับพี่น้องเสื้อแดงที่ไม่ขายของให้พี่น้องเสื้อเหลือง ถามว่าและประเทศชาติจะไปอย่างไร แล้วเราจะเหลือมรดกกลับไปให้ลูกหลานหรือไม่

Advertisement

ถ้าเรายังฝืนเดินต่อไปอย่างนี้ ประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ขอให้ทุกคนภูมิใจ ว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว ขอให้เราเดินกันต่อไป ชัยชนะของพรรคเพื่อชาตินั้น ไม่ใช่จำนวน ส.ส. 350 คน แต่เรามีความสำคัญกว่า คือเป็นพื้นที่ที่ยื่นมือให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมมือกันเดินต่อไป ข้างหน้า แค่นี้เราก็ชนะการเลือกตั้งแล้ว เราคิดเสียว่าจะทำอย่างไรให้คนในชาติรักกัน ยืนอยู่ด้วยกันโดยไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน แต่ให้เดินต่อไปด้วยกันได้

จตุพร พรหมพันธุ์

ประธาน นปช.

ความจริงผมได้ประกาศจุดยืนทางการเมืองในช่วงก่อนลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2560 ผมบอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่านนายจตุพร ไม่ขอลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ผมก็ได้แสดงจุดยืนตามที่ได้ประกาศไว้ ต่อมาเมื่อต้องคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมิ่นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ 10 ปี เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ แต่ยังสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เหมือนกับที่แกนนำพรรคพลังประชารัฐลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ แต่มีสิทธิเป็นกรรมการบริหารพรรคได้ สำหรับพรรคเพื่อชาติ ผมได้ไปรับฟังมาว่าคนที่จะได้เป็นหัวหน้าพรรคนั้นได้นั่งอยู่ในที่นี้และสื่อมวลชนเองก็รู้จักเป็นอย่างดี เป็นผู้ที่มีความชำนาญด้านเศรษฐกิจ ล้มลุกคลุกคลานจนสามารถยืนได้ จนประสบความสำเร็จมากมายในชีวิต แต่จะเป็นใครนั้น ขอให้รอฟังวันที่ 23 พฤศจิกายน ส่วนเลขาธิการพรรคนั้น สามารถประกาศได้ เพราะได้ยินมาว่าจะมีการเสนอชื่อนางลินดา เชิดชัย พรรคนี้มีคนหลายส่วน ซึ่งจะมีบุคคลสำคัญที่เราคาดไม่ถึงเข้ามาร่วมด้วย

ผมมีความวิตกกังวลว่าการเลือกตั้งจะเป็นปัญหา ผมเห็นว่าการเดินหาเสียงของพรรคการเมืองหนึ่งนั้น ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพ แต่การก่อตัวที่ไม่เป็นธรรมชาตินั้น จะก่อให้เกิดมีการจัดการ ส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองอื่นที่จะมีการเดินในเวลาต่อมา เมื่อมีประชาชนต่อต้าน ท้ายที่สุดจะนำไปสู่การตีความว่านี่คือการนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และเมื่อไม่สงบก็ไม่มีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความต้องการของประชาชนอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือบ้านเมืองต้องมีความสงบ เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้รับการปลูกฝังว่า ความสงบคือความสุขทุกประการ ไม่ว่าจะอดหรือไม่เป็นประชาธิปไตย แต่สงบดีกว่าไม่สงบ อดได้แต่ขอให้สงบ

พร้อมกันนี้ บ้านเมืองต้องเป็นประชาธิปไตย ตอบโจทย์ที่ประชาชนเรียกร้องการเลือกตั้ง เป็นความต้องการอย่างที่สุดของประชาชน และประชาชนยังคาดหวังด้วยว่าเมื่อเลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลที่เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้ โดยต่างฝ่ายต่างอดทนรอคอย ทั้งที่รู้ว่าสถานการณ์ข้างหน้า ตามรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบาก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 มาก โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญปี 2560 ส.ว.มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี เท่ากับซีกการเมืองหนึ่งมีคนอยู่แล้ว 250 คน ไปหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก 126 ที่นั่ง รวมเป็น 376 ก็ใช้ได้นายกฯแล้ว ผิดกับพรรคการเมืองอื่นที่ยังนับศูนย์ ยังไม่ออกสตาร์ตเลย การจะไปถึง 250 นั้นยากมากและเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ 376 เสียง เหมือนซีกพรรคการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้

เลือกตั้งระบบบัตรใบเดียว ต่างจากเลือกสองใบอย่างสิ้นเชิง เพราะแบบเก่า ยิ่งได้ ส.ส.เขตมาก ก็จะยิ่งได้บัญชีรายชื่อมากตามมา แต่ระบบใหม่ไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป เพราะถ้าได้เขตจนเต็มอัตรา ก็จะไม่เหลือแบบบัญชีรายชื่อแม้แต่ที่นั่งเดียว ช่วงที่ผมอยู่ในเรือนจำเห็นว่าแนวร่วม กปปส.โยกย้ายคนไปอยู่ใน 5 พรรคการเมือง เพราะถ้าอยู่ที่เดียวกันก็จะได้ ส.ส.น้อย

เมื่อรัฐธรรมนูญนี้เปิดโอกาสให้มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาหลายพรรค ผมกับนายยงยุทธเห็นว่าพรรคเพื่อชาตินั้นดี ชื่อพรรคไม่จำเป็นต้องอธิบายกันมาก จำไม่ยากเหมือนพรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคนี้เป็นประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง นายยงยุทธเคยเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งถือว่าเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ และประกาศจะไม่ลงรับสมัครเลือกตั้ง การที่เรามาเป็นกองเชียร์ก็ด้วยวาดหวังว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นทางออกให้ประเทศไทย

หลายคนสงสัยว่าทำไมเมื่อผมออกจากคุก จึงมาเชิญชวนให้คนไทยพูดคุยกัน แล้วใช้คำว่าแก้ก่อนตาย อย่าตายก่อนแก้ ซึ่งบางคนขยายความว่าจตุพรเปลี่ยนไป เพราะบางคนต้องการให้ผมออกจากคุกแล้วแก้แค้นแทบทันที เขาต้องการให้ผมรบกันเหมือนเดิม ผมว่าเรื่องง่ายที่สุดในชีวิตคือการทำสงครามหรือการรบ แต่ทั้งโลกไม่เคยแก้ไขปัญหาได้ด้วยการรบราฆ่าฟันกัน ผมติดคุกมาแล้ว 4 รอบเหลืออีก 5 คดีโทษสูงสุดอยู่ที่ประหารชีวิต ชีวิตเราเอาแน่นอนกันไม่ได้ เรารู้แค่วันเกิดแต่ไม่รู้วันตาย จึงต้องมานั่งคิดกันว่าถ้าเหลือชีวิตอีกจะทำอะไรดี

เราต้องนำพาประเทศไทยข้ามพ้นวิกฤตนี้ให้ได้ เพราะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราชนะแต่ปกครองไม่ได้ นายกรัฐมนตรีบางคนไม่มีโอกาสเข้าทำเนียบรัฐบาลแม้แต่วันเดียว เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไปทำงานที่สนามบินดอนเมือง ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ควรจะไปไกลกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยความที่เราไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ประเทศจึงเกิดความล้าหลัง สมัยก่อนมาเลเซียส่งลูกหลานมาเรียนในไทย แต่แป๊บเดียวมาเลเซียเจริญกว่าไทย การเมืองบ้านเขามีศักยภาพ ต่างจากของเราที่ลุ่มๆ ดอนๆ รัฐบาลบริหารงานด้วยความยากลำบาก

ผมเข้าใจพี่น้อง รู้ว่าเราถูกกระทำในตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาเรามีความเจ็บปวด จนไม่อยากเห็นหน้าพวกนั้น แต่เราก็รู้ว่าแม้ชนะก็ครอบครองไม่ได้ ซึ่งบ้านเมืองก็เดินต่อไปไม่ได้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ทั้งเศรษฐกิจสังคมได้ ดังนั้น เมื่อพรรคเพื่อชาติมีแนวทางที่จะพูดคุยกัน ไม่มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู เพราะระบอบประชาธิปไตย คนต้องเห็นต่างกันอยู่แล้ว ผมยืนยันว่าเราไม่ต้องเห็นตรงกัน คนเสื้อแดงก็ยังเห็นแบบคนเสื้อแดง เช่นเดียวกับคนเสื้อเหลืองก็คิดแบบคนเสื้อเหลืองไป แต่เราต้องอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความแตกต่าง ใครเชื่ออย่างไรก็ขอให้เป็นไปตามนั้น เพียงแต่ว่าขออย่าได้ขัดแย้งกัน ให้ทุกคนมาต่อสู้ตามเงื่อนไขที่เป็นสัญญาประชาคมร่วมกัน ทำเพื่อชาติเป็นประตูที่เปิดไปสู่การสร้างชาติ

ที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่ไม่มีการต่อสู้ ผมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่เด็ก เหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปี 2535 ผมเป็นโฆษกในการชุมนุม ในวันสลายการชุมนุมบรรดาแกนนำถูกจับ ถูกออกหมายจับ แตกกระเจิงกันไปทั่ว คืนหนึ่งเราคุยกันว่าจะกลับไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง คนมาร้องไห้บอกว่าถูกฆ่า ซึ่งในกระเป๋าเงินผมมีเงินอยู่ 4,000 บาท แล้วจะสู้กับผู้มีอำนาจได้อย่างไร จากนั้นผมจึงเห็นว่ามีโทรโข่งตัวหนึ่ง และเก้าอี้หนึ่งตัว ผมสู้กับผู้มีอำนาจใน พ.ศ.นั้นด้วยโทรโข่งตัวเดียว

10 กว่าปีต่อมาผมร่วมต่อสู้อีกครั้ง ซีกฝ่ายการเมืองฝั่งตรงข้ามก็เป็นคนที่รู้จักกันทั้งนั้น แต่จุดยืน 10 ปีหลังนั้น เรายืนกันคนละฝั่ง ไม่เคยมีเรื่องส่วนตัวระหว่างกัน บางคนก็พ่ายแพ้สังขารกันไป ผมต่อสู้ในปี 2553 ที่ตายร่วม 100 บาดเจ็บประมาณ 2,000 คน ผมมานั่งคิดว่าชีวิตคนนั้นมีคนตายต่อหน้าต่อตากว่า 200 ชีวิตแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ประชาธิปไตยที่ถูกต้องเสียที ดังนั้น ถ้าเรายังคิดแบบเดิมอยู่ ต้องอย่าเข้าใจสถานการณ์แบบเดิม เพราะคงไปไม่ได้ เพราะบริบทของบ้านเมืองและสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก ภูมิรัฐศาสตร์ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ถ้าเราไม่เข้าใจว่าประชาชนต้องการอะไร เราก็เป็นผู้นำมวลชนที่ล้มเหลว เพราะไม่รู้จักประชาชน วันนี้ผมตกผลึกใช้ชีวิต