วันนี้ (4 พ.ย.) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็น ระบุว่าสัดส่วนงบการพัฒนาของ สสส. ปัจจุบันตกอยู่ในมือหน่วยงานรัฐ 44% ทั้งที่โดยเป้าหมาย ควรตกอยู่กับภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการจัดการมากกว่านี้ นพ.สุภัทรระบุว่า
งบ สสส. อยู่ในมือใคร ในยุค คสช. หน่วยงานรัฐรับไปเกือบครึ่ง
งบ สสส.ปี 2560 จำนวน 4,400 ล้าน พอเจาะลงไปดูพบว่า หน่วยงานรัฐเองเป็นผู้ได้งบ สสส.รายใหญ่ที่สุด 44 %ของงบทั้งหมดหรือร่วม 2,000 ล้าน เหลืองบอีกครึ่งที่กระจายลงสู่ชุมชนหรือองค์กรสาธารณประโยชน์โดยตรง
ก่อนที่รัฐบาลและ คสช.จะพันธนาการ สสส.ด้วยการตัดงบคุมวงเงินให้ไม่เกิน 4,000 ล้าน และแก้ พ.ร.บ.ให้ สสส.เข้าสู่การเบิกจ่ายตามระเบียบกระทรวงการคลัง รัฐบาลได้เข้ายึดหัวหาด สสส.ด้วยการผลักดันให้สัดส่วนการกระจายงบมาที่หน่วยงานรัฐมาก่อนแล้ว
ปี 2559 สัดส่วนงบที่หน่วยงานราชการได้รับคือ 33% พอปี 2560 เพิ่มพุ่งพรวดพราดเป็น 44% ทั้งๆ ที่งบประมาณประเทศมีถึง 3 ล้านล้านบาท แต่ไม่พอใช้ จึงยังต้องมาเบียดงบสร้างนำซ่อมที่ อุดมคติเน้นให้ภาคประชาชนทำการสร้างสุขภาพเอง
การพันธนาการ สสส.ด้วยระเบียบกระทรวงการคลังไม่ได้กระทบแต่ภาคชุมชนและเอกชนครับ กระทบหน่วยงานรัฐที่รับทุน สสส.ด้วย เพราะงบหลวงใช้ตอบโจทย์นายที่กรุงเทพ จึงต้องหันหลบมาใช้งบ สสส.เพื่อตอบโจทย์สร้างสุขให้ชุมชน แต่นี่กลับจะถูกทำให้พิกลพิการเหมือนงบหลวงด้วยระเบียบกระทรวงการคลังอีกแล้ว
เราควรเพิ่มงบสร้างสุขภาพ เราควรให้ชุมชนมีอิสระในการคิดและใช้งบสร้างสุขภาพนั้นด้วย รัฐเพียงกำกับและตรวจสอบ ดีกว่าเอางบมาซื้อเรือดำน้ำ ซื้อ ฮ. ตามระเบียบกระทรวงการคลังที่เหมือนจะดีเลิศแต่มันกลับแพงผิดปกติอย่างแรง คิดแบบรวบอำนาจแบบนี้ “ไม่ผ่าน” ครับ
ปล. รายละเอียดผมเอามาจากรายงานประจำปี สสส.ปี 59, 60 ซึ่งสืบค้นออนไลน์ได้ง่ายมากๆ ครับ

