เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) แถลงถึงความก้าวหน้าเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ว่า รัฐบาลได้ส่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่..) พ.ศ…. เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่ง สนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างดังกล่าว โดยกรอบแรกใช้เวลาพิจารณา 90 วัน แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากและซับซ้อน รวมถึงจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน จึงมีการยืดเวลาออกไปอีก 90 วัน ซึ่ง สนช.กำหนดไว้ว่าจะให้การพิจารณาร่างกฎหมายนี้เสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยระหว่างนี้ กมธ.วิสามัญและสมาชิก สนช.ส่วนหนึ่งเห็นว่าการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์นั้น ควรแยกเป็น พ.ร.บ.เฉพาะ ซึ่ง สนช.ได้ยกร่างขึ้นมาแล้ว มีบทบัญญัติไม่กี่มาตรา โดยจะชี้แจงในที่ประชุม สนช.ในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบให้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นผู้รับเรื่องไปดำเนินการ โดยจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 3 วัน แล้วจะเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ถ้า ครม.เห็นชอบ ก็จะส่งร่างนี้ไปเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ต่อไป ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดการปลดล็อกเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ อีกทั้งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลความเป็นมาของงานวิจัย ประโยชน์ที่ได้รับ และข้อเสนอในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า ในอดีตมีภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำกัญชามาใช้รักษาผู้ป่วย ต่อมามีการควบคุมพืชเสพติด โดยกำหนดให้กัญชาเป็นพืชเสพติด ประเภทที่ 5 ห้ามนำกัญชามาผลิตหรือนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมีการวิจัยเรื่องประโยชน์ของกัญชา อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศในทวีปยุโรป พบว่าน้ำมันสกัดสารจากกัญชาสามารถใช้ผสมกับสูตรต่างๆ แล้วนำไปรักษาโรคได้ ซึ่งโรคที่มีเกณฑ์ในการรักษาแล้วประสบความสำเร็จเกิน 70% ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคหืดหอบ และโรคมะเร็ง โดยนักวิจัยของไทยหลายสถาบันได้ติดตาม ค้นคว้า และศึกษา ขณะเดียวกันในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้านยาเสพติด เราต้องยึดถือข้อตกลง ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องไม่ยินยอมให้นำยาเสพติดมาเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งให้นำพืชเสพติดมาใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์และประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น
พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า สำหรับกัญชาที่จะถูกนำมาใช้นั้น จะมีการนำพันธุ์กัญชามาปลูกในพื้นที่ควบคุมซึ่งมีอุณหภูมิ แสง และน้ำที่เหมาะสม อีกทั้งกระบวนการการสกัดน้ำมันต้องทำในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ แล้วนำไปผสมเป็นสูตรในการรักษาโรค รวมถึงต้องมีแพทย์และผู้ป่วยที่สมัครใจเข้ารับการรักษาด้วยสารดังกล่าว ซึ่งตรงนี้ต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งนี้ การนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ รวมถึงจะเปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการทำธุรกิจตรงนี้เป็นธุรกิจที่พึ่งพาตนเองในประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีกฎหมายออกปลดล็อกเรื่องการใช้ประโยชน์จากกัญชาแล้ว จะมีการกำหนดผู้ทำหน้าที่ดูแลการผลิต และผู้ควบคุมการรักษาให้เป็นตามวัตถุประสงค์ของการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า จากนั้น สธ.สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการเปลี่ยนกัญชาให้เป็นพืชเสพติด ประเภทที่ 2 เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ทันที รวมถึงต้องปรับแก้กฎกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องการได้มาซึ่งแหล่งของกัญชาเพื่อนำมาสู่กระบวนการสกัด เมื่อแก้ไขกฎกระทรวงแล้ว จะทำให้องค์การเภสัชกรรมเป็นหน่วยนำร่องในการผลิตน้ำมันสารสกัดจากกัญชามาใช้ทางการแพทย์ก่อนจะระดมหน่วยงานด้านการวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ มาเข้าสู่ระดมและร่วมมือกัน ผลิตแล้วขึ้นทะเบียนกับ อย.เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์สมัยใหม่ ส่วนแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนไทยจะต้องรอให้ออก พ.ร.บ.นี้ก่อน และต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนก่อนนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกกฎหมาย
“คงไม่สามารถนำกัญชาอัดแห้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้ เพราะกระบวนการสกัดเป็นน้ำมันจะต้องใช้ต้นกัญชาสดที่มีอายุในระดับหนึ่ง แต่กัญชาที่จับกุมได้นั้นฝ่อไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้สกัดน้ำมันได้” พล.อ.อ.ประจินกล่าว

