วันก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผู้นำรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า แต่ก่อนถูกด่ามากๆ จะโมโห แต่เดี๋ยวนี้ต้องปรับตัวเพราะเป็นนักการเมืองต้องทน ต้องหน้าด้านกว่าเดิม จะทำได้หรือไม่ก็ไม่รู้
“คำ” ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เข้าใจกระจ่างว่านายกฯคนนี้มาจากทหาร เรียนและฝึกกับประสบการณ์ชีวิตมาอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อเปลี่ยนสถานะจาก “ทหาร” มาเป็น “นักการเมือง” ก็ต้องปรับตัว
การพูดจาก “ความรู้สึก” หรือจากความจริงในใจนั้นผู้ฟังเข้าใจง่าย ไม่ต้องตีความให้สับสน
แต่ถ้าพูดจาก “ความพยายามที่จะเป็น” ซึ่งไม่ได้ออกมาจากตัวเราแท้ๆ ถึงคนฟังจะหูดี มีสติปัญญาวินิจฉัยไตร่ตรองก็เข้าใจยาก
เช่นที่พูดว่า “ผมถือว่าประชาธิปไตยเต็มที่ ใครจะด่าว่าอะไรยอมรับหมด แต่ขอฝากไว้ด้วยนะ ถึงใครก็ไม่รู้ จะชอบ ไม่ชอบ รัก ไม่รัก ผมไม่ว่า แต่ต้องมองว่าประเทศอยู่ตรงไหน”
อะไร? ทำไม? ต้องอดทนกันขนาดนั้นจริงๆ หรือว่าต่อหน้าข่มกลั้น ลับหลังเล่นงาน
แล้วที่ว่า ต้องมองว่าประเทศอยู่ตรงไหนนั่นอะไรอีก จะเทียบวัดด้วยการ “เบนช์มาร์ค” กับประเทศอื่นๆ หรือจะเอาด้านไหนละ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรรมยานยนต์ ยานอวกาศ หรือว่าด้านหมอดูคอยตรวจตราท้องฟ้าดวงดาวโชคชะตา กับหาฤกษ์ยามย่างเท้าก้าวออก จะพาพวกไปทำอะไรอีก
ยอมรับว่า ฟังไม่รู้เรื่อง
แต่ก็มองอีกแง่มุมในด้านที่ “เห็นใจ” เพราะคนเราไม่ได้รู้ไปเสียทุกอย่าง เมื่อไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ไม่แตกฉาน ไม่มีประสบการณ์ หรือรู้อะไรมางูๆ ปลาๆ ก็จะตีความผิดๆ ความคิดคลาดเคลื่อน
เช่น เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย ก็พูดไม่รู้เรื่อง พูดถึงสิทธิเสรีภาพ ที่มนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน ก็ไม่ปิ๊ง พูดถึงกฎหมายก็นึกได้แค่ “การบังคับ” ไม่รู้ ไม่เข้าใจทฤษฎี หลักการ แนวคิด ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังกฎหมาย
ความไม่รู้ ไม่เข้าใจสามารถนำไปสู่ “การหลงผิด”
และถ้าให้ “นำทาง” ก็จะพาไปผิดทิศ
ภาพที่สะท้อนอาการผิดทิศ ก็เช่นที่อุดรธานี
มีทหารกับตำรวจบุกไปที่บ้านของชาวบ้านรายหนึ่งซึ่ง “มีไว้” และ “ครอบครอง” ปฏิทินปี 2562 ที่มีรูปภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี 2 คน !?!!

