‘ดร.ชาญกฤช เดชวิทักษ์’ ชี้มุมมอง Transform ประเทศไทย

7.11.18 | 09:30 น.

หมายเหตุ – “มติชน” จัดสัมมนาเรื่อง “Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต” วันที่ 12 พฤศจิกายน เวลา 08.00-12.30 น. ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติ
สิริกิติ์ มี ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเปิดงาน
และปาฐกถาพิเศษจาก นายกานต์ ตระกูล ฮุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท
แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส จากนั้นมีเสวนาเชิงนโยบายเรื่อง “Transform ประเทศไทย : คนทำธุรกิจคาดหวังอะไร” หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา มี ดร.ชาญกฤช เดชวิทักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ร่วมให้มุมมองภาคเอกชน และ “มติชน” ได้สัมภาษณ์ ดร.ชาญกฤช ถึงมุมมองการ Transform ประเทศไทย ความคาดหวังต่อการเมืองไทย ดังนี้

•อยากให้กล่าวถึงไทยแลนด์ 4.0 Transform ประเทศไทย
นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการผลักดันนโยบายรัฐไทยแลนด์ 4.0 หรืออุตสาหกรรม 4.0 ตรงนี้ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมเห็นด้วยกับนโยบาย 100% เพราะไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้คนวัยทำงานลดลง รัฐบาลไม่ต้องการให้ไทยผลิตสินค้าแบบถูกๆ หรือสินค้าแมสโปรดักชั่น การก้าวไปเป็น 4.0 ต้องเอาเทคโนโลยี นำหุ่นยนต์มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต สามารถผลิตน้อยลง ขายได้มาก มูลค่าต่อหน่วย และกำไรต่อหน่วยสูงขึ้น

ขณะนี้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหาด้านแรงงาน ต้องจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามา แรงงานต่างด้าวยังไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาของไทย และขณะนี้แรงงานกัมพูชา พม่า เริ่มทยอยกลับประเทศ ฉะนั้นภาคอุตสาหกรรมต้องพึ่งตัวเอง นำเอานวัตกรรม ระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์เข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตให้มากขึ้น

ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 มีความเป็นห่วงว่าเอสเอ็มอีปรับตัวไม่ได้ ต้องเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุน เพราะเอสเอ็มอียังไม่เข้าใจเรื่อง 4.0 ที่แท้จริง ต้องเริ่มให้ความรู้กับกลุ่มเหล่านี้ หลังจากต้องมีกลไกภาครัฐหรือภาคเอกชนที่เข้มแข็งเข้าไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ว่าระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์ เข้ามาช่วยกระบวนการผลิต และลดต้นทุนการผลิตง รวมถึงช่วยเหลือด้านการตลาด ถือเป็นความท้าทายของระบบเศรษฐกิจฐานรากของภูมิภาคตะวันออก

กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดตั้งศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (ไอทีซี) เพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ศูนย์นี้จะจัดแสดงเรื่องระบบหุ่นยนต์นำมาช่วยในการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ผลิตอย่างไร ลดต้นทุนอย่างไร นยังมีพันธมิตรทางการเงินคือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เข้ามาเป็นวันสต๊อปเซอร์วิส ปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่วนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เข้าไปร่วมจับมือ เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนด้านคอนเน็กชั่น และการตลาดต่อไป

Advertisement

•ความสำคัญของ อีอีซี Transform ภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร
หากถามถึงการ Transform ภาคอุตสาหกรรมนั้น ในอดีตที่ผ่านมาไทยหยุดการลงทุนภายในประเทศ โครงสร้างพื้นฐานมาเป็น 10 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานมากกว่ารัฐบาลอื่นๆ ปัจจุบันมีโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดขึ้น คาดหวังว่าอีอีซีจะเป็นอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ถ้าถามว่าจะได้รับการตอบรับแบบอีสเทิร์นซีบอร์ด สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือไม่ ต้องตอบว่ามีความท้าทายในตัว

ถึงแม้ว่าโครงการอีอีซีจะมีโครงการดีๆ มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน 4-5 โครงการ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเพื่อนบ้านของไทยหลายประเทศมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญของอีอีซี
เป็นความท้าทายว่าจะทำอย่างไรทำให้อีอีซีเกิด อีกไม่กี่ปีไทยต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ภาระค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลผู้สูงวัยมากขึ้น วัยแรงงานลดลงทำให้รัฐเก็บภาษีลดลง ดังนั้นถ้าไม่ทำปัจจุบันให้ดีอนาคต 5-10 ปี คงต้องเหนื่อยแน่ๆ

ความท้าทายที่สุดคือสร้างอีอีซีให้เกิดขึ้นได้อย่างไร จะเชิญชวนนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอีอีซีให้ได้ ทำให้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซีเกิดได้ตามแผน ถ้ารายใหญ่เข้ามาลงทุนจะช่วยดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มาร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐในการไปจะต้องไปเชิญชวนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุน คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน 4-5 โครงการต้องเกิด หากเปิดประมูลโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการ ในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า จะทำให้นักลงทุนขนาดใหญ่ตัดสินใจมาลงทุนในอีอีซี

•การหาทางช่วยเอสเอ็มอีเพื่อรับมือกับผลกระทบจากโครงการอีอีซี เป็นอย่างไร
ในส่วนเอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบจากอีอีซีและการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรม ทางสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเข้าไปรับฟังความคิดเห็นจากสมาคมชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ในภูมิภาคตะวันออก 3 จังหวัดใหญ่ คือ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เพื่อรับฟังถึงกรณีเทรนด์รถยนต์เปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า (อีวี) แทนพลังงานเชื้อเพลิง เพื่อดูว่ากลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้รับผลกระทบอย่างไร พบว่าการใช้อะไหล่รถยนต์ลดลงหากเปลี่ยนเป็นรถอีวี จากปกติรถยนต์มีอะไหล่ 3-4 พันชิ้น ถ้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าลดลงเหลือไม่ถึง 100 ชิ้น ถือว่าไม่ดีกับผู้ประกอบการชิ้นส่วน ดังนั้นมีการมองว่าจะส่งเสริมผู้ประกอบการชิ้นส่วนอย่างไร

ผลจากการระดมสมองมีข้อสรุปร่วมกันผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นรถยนต์ร่วมกันสร้างรถอีวีเอง นำร่อง 4 โมเดล เช่น รถมอเตอร์ไซค์สามล้อไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กผู้โดยสารไฟฟ้า ฟู้ดทรัคไฟฟ้า และรถบัสไฟฟ้า ทั้ง 4 โมเดลนี้ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์สามารถดูแลซัพพลายเชนกันเองได้ทั้งหมด ขาดแต่ตัวเก็บประจุไฟฟ้าต้องสั่งซื้อมาจากจีน

ในเร็วๆ นี้ น่าจะได้เห็น รถมอเตอร์ไซค์สามล้อไฟฟ้าจัดทำเป็นโมเดลและนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะผลิตขายในภูมิภาคตะวันออกก่อน ส่วนรถตุ๊กตุ๊กผู้โดยสารไฟฟ้าเป็นความหวังผลิตเพื่อการส่งออก อยู่ระหว่างการพัฒนา แนวคิดตรงนี้ทำให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนไทยในภาคตะวันออกประมาณ 1,000 ราย อยู่รอดได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก มีแนวคิดสนับสนุนเกษตรแปรรูปในภาคตะวันออก 5 จังหวัด คือ จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว สอดคล้องกับโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor : EFC) ของกระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวคิดจัดตั้งเป็นสถาบันเพื่อให้ความรู้ ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการ รวมถึงสนับสนุนเทคโนโลยีแปรรูป ช่วยเหลือด้านการตลาด การเงิน จะเชิญสถาบันการศึกษาในภูมิภาคตะวันออกมาเป็นภาคีเครือข่าย ทำงานร่วมกันระหว่างชาวสวน สถาบันการศึกษา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้ปัญหาล้นตลาดของสินค้าเกษตรภาคตะวันออก เช่น ทุเรียน มังคุด สับปะรด ทำตั้งแต่วางแผนการปลูก วางแผนนำผลผลิตไปแปรรูป

มีการวางโมเดลไว้คร่าวๆ คือ 30% จำหน่ายในประเทศ 30% เพื่อการส่งออก และ 30% แปรรูปในลักษณะรู้ว่าวัตถุดิบต้นทางคืออะไร เช่น สับปะรดกวน 10% แปรรูปแบบไม่เห็นวัตถุดิบต้นทาง เช่น คอสเมติก มีแนวคิดสร้างเป็นไทยแบรนด์ขึ้นมา สร้างความมั่นใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศในสินค้าดังกล่าว ยังสนับสนุนธุรกิจการบิน เช่น การอบรมแรงงานเพื่อรองรับธุรกิจท่องเที่ยว การให้บริการในสนามบิน เพราะมีแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวเพิ่มจาก 35 ล้านคนเป็น 70 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า ยังต้องเตรียมพร้อมด้านอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ของที่ระลึก ร้านอาหาร เพื่อรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในไทย และรองรับการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกมีจำนวนปีละ 17 ล้านคน

•ส่วนใหญ่ผู้ประกอบรายใหญ่มีแผนจะใช้หุ่นยนต์เข้ามาแทนแรงงานมนุษย์
ในการปรับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่พบว่าเริ่มนำหุ่นยนต์และเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต เพราะแรงงานต่างด้าวและไทยเริ่มหายาก ยกตัวอย่างบริษัทของผม มีแผนนำหุ่นยนต์มาทดแทนแรงงาน 3 เฟสช่วง 3-5 ปี มีเป้าหมายลดแรงงานเหลือ 100 คน จาก 130 คน การลดแรงงานไม่มีนโยบายเอาคนออก แต่จะนำหุ่นยนต์มาแทนพนักงานที่ลาออกในแต่ละปี และจะโยกพนักงานที่ถูกหุ่นยนต์ทดแทนไปอยู่แผนกอื่น การใช้หุ่นยนต์ลดต้นทุนด้านแรงงานประมาณ 10-20% ช่วยลดต้นทุนค่าจ้างพนักงานปีละ 1.2 แสนบาทต่อคนลง

การใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตสอดคล้องกับสถานการณ์แรงงาน ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แรงงานหายาก จึงเป็นโอกาสในการลงทุนหุ่นยนต์และเทคโนโลยี รัฐบาลสนับสนุนมาก โดยเฉพาะแพคเกจส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่สนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 บางแพคเกจบีโอไอช่วยถึง 100% แต่ผู้ประกอบการไม่ค่อยรู้ เพราะรัฐอ่อนประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้

•ผลกระทบจากภาคการเมืองจะช่วยฉุดเศรษฐกิจและการลงทุนหรือไม่
ไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง มีความกังวลว่าการเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินไปข้างหน้า ขณะนี้ไทยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทำให้มีทิศทางเหมือนกับจีนมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หากการเมืองนิ่งจะทำให้ไทยเดินหน้าต่อไปได้ดี เป็นห่วงว่ารัฐบาลที่จะมาสานต่อจะล้มโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ทำไว้ รวมถึงปัญหาการเมืองที่ไม่นิ่งทำให้เกิดปัญหาความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ปัญหาการเมืองจะทำให้ไทยอยู่ในวงจรอุบาทว์ ไปเรื่อยๆ

ถ้าถามว่าอะไรน่าเป็นห่วงมากสุดในมุมมองเอกชน ต้องตอบว่าเสถียรภาพรัฐบาล ถ้ารัฐบาลอยู่นิ่งอยู่ยาว ทำให้การขับเคลื่อนแผนแม่บท 20 ปี เป็นรูปธรรม ทำให้ต่างประเทศมั่นใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น แต่หากการเมืองมีปัญหาแผนแม่บทดีอย่างไร ต่างชาติก็ไม่เอา นักลงทุนต้องการความมั่นใจ เพราะใช้เงินลงทุนหลายพันล้านหลายหมื่นล้าน หากอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่ดีนักลงทุนคงไม่อยากลงทุน ยอมจ่ายแพงกว่าถ้าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการลงทุน

ในปีหน้าสิ่งที่ห่วงมากที่สุดไม่ใช่สงครามการค้า แต่เป็นเรื่องการเมืองไทย ถ้าหลังการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลแล้วไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างมาก ทำให้ขาดเสถียรภาพ จะมีปัญหาเล่นเกมการเมืองในรัฐสภา เกิดปัญหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาจต้องยุบสภา จะกลับมาสู่วงจรเลือกตั้งในท้ายที่สุด ทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนสะดุดลง

•อยากให้แนะผู้ผลิตรับมือสงครามการค้า
ในปีหน้าสิ่งที่เป็นกังวลสำหรับผู้ประกอบการคือ การส่งออก ที่ผ่านมาการส่งออกอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์สูงมาก เพราะประเทศคู่ค้าอย่างสหรัฐและจีน สั่งซื้อเพื่อไปตุนสต๊อก จึงส่งผลต่อการส่งออกในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 ปีนี้ ภาพรวมการส่งออกปีนี้ อาจไม่สูงถึงเป้าหมาย 8% ตามที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายไว้

ข้อเสนอสำหรับผู้ประกอบการในช่วงนี้คือไม่ควรยึดติดกับการผลิตสินค้าที่เป็นแมสโปรดักส์ แบบเดิมๆ เมื่อมีสงครามการค้าเกิดขึ้น การส่งออกต้องลดลง ผู้ประกอบการต้องมาคิดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอย่างไร สร้างสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อเข้าไปทำตลาดในประเทศจีนและสหรัฐอย่างไร ผู้ประกอบการไทยต้องคิดให้ได้ ตีโจทย์ให้แตก และภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุน

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน แม้น่าเป็นห่วงผู้ประกอบการต้องมาดูว่าจะแปลงวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไร เมื่อทั้ง 2 ประเทศตั้งกำแพงภาษีระหว่างกัน สหรัฐประกาศแล้วว่าปี 2025 จะไม่มีสินค้าจีนในสหรัฐ จึงเป็นโอกาสผู้ประกอบการไทยเข้าไปทดแทน เพราะไทยเป็นเพื่อนกับ 2 ประเทศ ดังนั้นต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้ได้ เร่งพัฒนาตนเอง จะอยู่แบบอุตสาหกรรม 2.0 หรืออุตสาหกรรม 2.5 แบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว