การออกมาพูดถึงแนวโน้มและความเป็นไปได้ของยุทธวิธี “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยซึ่งประมาทไม่ได้เพราะเมื่อแบงก์ร้อยเมื่อรวมกันก็เป็นจำนวนมาก”
และ “อาจเป็นตามเป้าที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะได้เกิน 300 เสียง”
ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้นำซึ่งมากด้วยบารมีแห่งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ครั้งนี้มีความหมายเป็นอย่างสูง
เหมือนกับจะเป็นการตอบคำถามทาง “สังคม”
เหมือนกับจะเป็นการสะท้อนบทบาทและความหมายของพรรคตระกูล “พลัง” เพราะว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน
แต่เมื่ออ่านไปยังอีกท่อนหนึ่งที่ว่า
“ด้วยการให้พรรคอนาคตใหม่ไปเน้นกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ พรรคประชาชาติเน้นพื้นที่ภาคใต้ เชื่อว่าเมื่อแยกกันไปแล้วสุดท้ายก็จะมารวมกัน”
ก็จะรู้ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องการ “สื่อ” ถึงใคร
ต้องยอมรับว่าการพูดของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นการพูดในบรรยากาศที่ปรากฏริ้วรอยแห่งความล้มเหลวในปฏิบัติการ “เดินสายคารวะแผ่นดิน”
เพราะปรากฏไม่เพียง “คำถาม” ใน 2 รายทาง
บางแห่งเป็นคำถามโดยตรงต่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หลายแห่งแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ไปยังสถานการณ์ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
สัมผัสได้จากการคืน “นกหวีด”
ไม่ว่าจะเป็นที่ปราจีนบุรี ไม่ว่าจะเป็นที่ฉะเชิงเทรา เด่นชัดเป็นอย่างยิ่งว่า นั่นคือ ปฏิกิริยาอันมาจากคนที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกับ กปปส.
ภายใต้ฐานคิด “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
เหมือนกับแต่ละ “ปฏิกิริยา” ถือเอา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรครวมพลังประชาชาติไทยเป็นเป้าหมาย
ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วต้องการสื่อถึง “คสช.”
บรรยากาศอย่างนี้กล่าวสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจมิได้ประสบโดยตรง
เพราะ รปภ.แน่นหนาเป็นอย่างมาก
แต่กล่าวสำหรับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อไม่มี รปภ.จาก “หน่วยความมั่นคง” มาห้อมล้อมเหมือนที่เปิดปฏิบัติการ “ชัตดาวน์”
ย่อมมีโอกาสสูงเป็นอย่างยิ่งที่จะประสบด้วยตนเอง
จากความจัดเจน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงคาดเดาสถานการณ์ในห้วงแห่งการเลือกตั้งได้อย่างทะลุปรุใสว่าจะเป็นไปอย่างไร
ไม่ว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ
การหยิบยกเอาตัวเลข 300 ที่พรรคตระกูล “เพื่อ” จะได้มา เมื่อประสานกับพันธมิตรอย่างพรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ ล้วนมิได้อยู่ไกลเกินฝัน
นั่นคือ เสียงเตือนถึง “การเลือกตั้ง”
เหตุปัจจัยที่คำเตือนของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทรงความหมาย 1 เพราะเท่ากับยอมรับในความพ่ายแพ้ไม่ว่าจะของพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรครวมพลังประชาชาติไทย
แรงสะเทือนก็คือ ความอ่อนไหวที่จะตามมา
ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ล้วนได้รับผลกระทบเพราะย่อมจะต้องโอนเอียงไปทางพรรคที่กุมชัยชนะในการเลือกตั้ง
เหมือนเมื่อปี 2550 เหมือนเมื่อปี 2554

