สถานีคิดเลขที่12 : นัยยะของเลือกตั้ง

15.11.18 | 13:13 น.

พรรคพลังประชารัฐ เดินเครื่องเต็มตัว โดยเปิดที่ทำการพรรค ถนนรัชดาภิเษกรับสมัครสมาชิกเป็นวันแรกไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาอยู่ในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรค

เป็นการเปิดตัวที่ต้องจับตา เพราะมีความชัดเจนที่สำคัญหลายเรื่อง

โดยเฉพาะเมื่อมีชื่อ “ว่าที่นายกฯ” ก็ย่อมส่งผลสะเทือนต่อการเมืองโดยรวม

สำหรับพรรคต่างๆ ที่ปกติไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน อาจจะตัดสินใจเข้ามาขอแตะมือ รายล้อมพรรคนี้

Advertisement

โจทย์ของพรรคพลังประชารัฐ คือจะต้องฝ่าด่าน เอาชนะใจประชาชน เอาชนะการเลือกตั้ง ผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยหนึ่ง

เป็นงานยาก แต่มีช่องทางเปิดให้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ กฎกติกากำหนดให้รัฐสภา เป็นผู้เลือกนายกฯ ไม่ใช่เฉพาะสภาผู้แทนฯอย่างที่ผ่านมา

แม้จะมีเสียง 250 ส.ว.รองรังอยู่แล้ว ถ้าได้ ส.ส.อีกเพียง 126 คน ก็จะได้ 376 เท่ากับเกินครึ่งของรัฐสภา 750 เสียง

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น พรรคพลังประชารัฐ ต้องลงสนามเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ ส.ส.เข้ามาอยู่ในชายคาพรรคมากที่สุด ซึ่งตรงนี้เป็นงานยาก

คำว่าได้อีก 126 ก็ถือว่าเป็นข้างมากในรัฐสภา ในความเป็นจริง งานประจำวันของรัฐบาลอยู่ในสภาผู้แทนฯ

รัฐบาลควรมี ส.ส.ในสภาผู้แทนฯ ให้เกินครึ่ง หรือเกิน 250 เสียงไว้ก่อน ยิ่งมากยิ่งปลอดภัย

เพราะสภาผู้แทนฯ จะมีการลงมติในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่เลือกประธาน-รองประธานสภา ไปจนถึงการแบ่งกรรมาธิการ การออกกฎหมาย พิจารณาญัตติ ข้อเสนอต่างๆ ตลอดเวลา

มิฉะนั้น จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ ซึ่งยากที่จะขับเคลื่อนผลักดันงานทางด้านนิติบัญญัติ ให้เดินหน้าไปได้

พรรคพลังประชารัฐ จึงต้องแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่นั่งข้างสนาม รอคอยเวลานี้มายาวนานถึง 4 ปี

พรรคการเมืองในบ้านเรา โชกโชนกับความผันผวนต่างๆ ถูกยุบ ถูกฟ้อง จึงมีธรรมชาติที่ “พร้อม” เสมอกับการเลือกตั้ง

บางพรรคมีความพิเศษมากกว่าความพร้อมจะลงเลือกตั้ง

นั่นคือ ความต้องการพิสูจน์ว่า ประชาชนคิดอย่างไรกับข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงปี 2556-2557 ที่นำไปสู่การรัฐประหาร และพวกเขามีฐานะเป็น “จำเลย” อยู่

เป็นนัยยะที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีอุณหภูมิไม่ธรรมดา และแพ้ไม่ได้

ส่วนพรรคพลังประชารัฐเอง ก็หนีไม่พ้นจะต้องถูกผูกโยงไปถึงเหตุการณ์ เงื่อนปมต่างๆ ทางการเมือง ตั้งแต่ปลายปี 2556 และ 2557 เป็นต้นมา

เป็นเรื่องปกติแต่มีความพิสดารในตัวเองของการเลือกตั้ง หลังจาก “เหตุใหญ่” ทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง

โดยเฉพาะการเลือกตั้ง 2550 และ 2554