โมเดลปฏิรูปปชต. เรื่องที่เงินซื้อ-แก้ไม่ได้

18.11.18 | 00:25 น.

หมายเหตุ… สถาบันสร้างอนาคตไทยจัดกิจกรรมรับฟังหัวข้อ สร้างประชาธิปไตยขั้นหมู่บ้าน เพื่อรองรับประชาธิปไตยขั้นประเทศ ร่วมเเลกเปลี่ยนโดยนักวิชาการเเละนักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ บนเวทีถกเเถลงเชิงวิชาการเรื่อง ปฏิรูปประชาธิปไตย จากชุมชนฐานราก สู่ประเทศŽ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน

อนุสรณ์ ธรรมใจ
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต

ประเทศเรามีวิกฤตทางการเมืองอย่างต่อเนื่องใน 10 ปีที่ผ่าน เพราะเราอยู่ในวังวนวงจรอุบาทว์ทางการเมือง เรามีรัฐประหาร เฉลี่ยทุก 4 ปี และมีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก ปัจจุบันเราอยู่ภายใต้รัฐประหารที่มักสืบทอดอำนาจ หลายครั้งนำไปสู่ความรุนแรง การร่างรัฐธรรมนูญหลังรัฐประหารมักเป็นกึ่งประชาธิปไตยและกึ่งเผด็จการ ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญนี้สำคัญที่หลังเลือกตั้งจะต้องมาช่วยผลักดัน แก้ไข ให้เป็นประชาธิปไตยเเละสร้างความปรองดอง

วันนี้ต้องการเสนอการแก้ปัญหาที่รากฐาน ข้อเสนอนี้สำคัญในการวางรากฐานไม่ให้กลับไปวงจรเดิมที่เกิดมา 80 กว่าปี คือประชาธิปไตยในระดับหมู่บ้าน เป็นสิ่งที่ต้องยึดถือเพื่อลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน กระจายอำนาจ ประชาธิปไตยและพรรคการเมืองต้องเข้มแข็ง ต้องรวมพลังกันเพื่อให้พรรคที่มีจุดยืนประชาธิปไตยได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาระยะยาว การสร้างประชาธิปไตยในขั้นหมู่บ้าน มีเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมากอันดับ 3 ของโลก และส่งผลต่อการปฏิรูปทางสังคม

การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีปัญหามากเพราะไม่มีที่ใดในโลกที่จัดสรรปันส่วน ทำให้อาจมีระบบอุปถัมภ์และซื้อเสียงที่หนักที่สุด เราต้องตั้งคำถามว่าทำไมการร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ ทำให้การเลือกตั้งดูแย่ เพราะเป็นการเลือกตั้งภายใต้สภาวะที่ไม่อิสระเสรี ไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติต่อพรรคการเมือง ฝ่ายประชาธิปไตยกับอีกฝั่งที่สืบทอดอำนาจ ซึ่งเห็นความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจน เราต้องร่วมกันเพื่อประโยชน์ประเทศโดยรวม ต้องพยายามสู้ รณรงค์ภายใต้ระบอบที่มีอยู่ ถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญได้เราจะสามารถสร้างประชาธิปไตยขั้นหมู่บ้านได้ ที่ต้องมาจากคนที่ประชาชนเลือก ไม่ใช่จากการแต่งตั้งของ คสช. เมื่อทำเช่นนี้ได้เราจะสามารถผลักดันประชาธิปไตยขั้นหมู่บ้านได้ ธรรมาธิปไตยจะตอบโจทย์ทุกคน

Advertisement

ทั้งนี้ มีข้อเสนอคือให้ตั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน แบ่งออกเป็น 5 ด้าน 1.สร้างสังคมยุติธรรม มั่นคง ปลอดภัย คือสร้างรากฐานให้อำนาจจะกระจายไปที่หมู่บ้าน ชุมชน ถ้ามีรัฐประหารอีก คนในหมู่บ้านจะลุกขึ้นต่อต้าน มีการเลือกสภาหมู่บ้าน โดยแต่ละบ้านมี 1 เสียง สามารถเชื่อมโยงกับกองทุนหมู่บ้าน และสิ่งที่ต้องทำคือให้อำนาจไปที่ชุมชน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ถ้าทำเช่นนี้ได้ จะเป็นทางออกที่ทุกคนมีความหวัง ข้อเสนอของสถาบันสร้างอนาคตไทยก็ตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทยจะต้องพัฒนาแล้วในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่สามารถวัดได้ มีความโปร่งใส ความสุขของคนไทยต้องอยู่ในอันดับ 1 ใน 4 ของโลก ปัญหาอาชญากรต่างๆ ต้องลดลง

2.สร้างสติปัญญาของไทยให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องยกระดับให้เป็น 1 ใน 2 ของอาเซียน ภายใต้ 10 ยุทธศาสตร์ของการศึกษาชาติ 15 ปี ซึ่งระบบการศึกษาและงบประมาณจะถูกกำหนดโดยผู้เรียนและครอบครัว อำนาจจะอยู่ที่โรงเรียนไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ 3.สร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง คนในชุมชนต้องเข้าถึงการใช้สิทธิในทรัพยากร ลดอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจ ตัวเลขภาพรวมดูเหมือนดี แต่รวยกระจุก จนกระจาย ช่องทางการทำมาหากินลดลง เราต้องการให้ทุนทุกขนาดประชาชนทุกระดับอยู่ร่วมกันด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ 4.สร้างสุขภาพคนไทยดีถ้วนหน้า โดยผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เข้าถึงบริการได้เต็มที่ เอางบประมาณมาลงที่ประชาชนเป็นหลัก 5.หลักประกันสวัสดิการชุมชนที่ยั่งยืน ต้องผสมรัฐสวัสดิการและสังคมสวัสดิการ เพราะไทยโดยรายได้ภาษีเรายังยากที่จะเป็นรัฐสวัสดิการแบบยุโรป ก็ต้องผสมผสาน

นอกจากนี้ ยังอยากเสนอว่าการเลือกนายกฯ ขอความกรุณา ส.ว.งดออกเสียง แล้วฟังเสียงจากชาวบ้านว่าเขาเลือกใคร จะได้เลี่ยงปัญหาเหมือนพฤษภาคม 2535

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พูดถึงวงจรอุบาทว์หรือสิ่งที่ไม่เปลี่ยน แปลง ทำให้นึกถึงปีที่ผมเข้ามหาวิทยาลัย ก็หดหู่คิดว่าการเลือก
ตั้งจะนำพาประเทศไทยมาไกลกว่านี้ บรรยากาศตอนนี้เหมือนปี 2531 เราคิดว่าการเลือกตั้งตั้งแต่วันนั้นมาจะนำสังคมไปไกลกว่านี้

ประเด็นที่ 1.ด้วยทฤษฎีที่เชื่อว่าเราจะวน เป็นเพราะเราทำให้มันวนหรือเปล่า เราเลยรู้สึกว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่สามารถทำอะไรได้ และเชื่อว่าปัญหาอยู่ที่เรา และระหว่างทหารกับประชาชน ประชาธิปไตยกับเผด็จการ ที่ภาพความขัดแย้ง 10-20 ปีที่ผ่าน ปัญหาที่เห็นมากคือปัญหาด้านโครงสร้าง การแย่งชิงทรัพยากร ความมั่งคั่งและยากจน ซึ่งไม่ได้มีในทฤษฎีวงจรอุบาทว์ สิ่งที่เราเจอกันมาจริงๆ แล้วมีเงื่อนไขจำนวนมากกว่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย ผมว่ามี 2 องค์ประกอบ ทฤษฎีองค์ประกอบประชาธิปไตยหมู่บ้านเป็นเรื่องที่ดีที่เราไม่ค่อยสนใจ เรามักสนใจทฤษฎีประชาธิปไตยในเรื่องเสียงข้างมาก ที่ว่าเรื่องสิทธิ เสรีภาพ เน้นเชิงเสรีนิยมมาก เวลาที่เราพูดถึงการปกครองท้องถิ่นเราแปลผิด หมายความว่าเมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตยถ้าจะทำให้มีคุณภาพต้องมีวินัยในการปกครองตัวเอง ไม่เพียงสิทธิเสรีภาพ

ประชาธิปไตยมีศีลในตัวมันเอง เหมือนศาสนา คือวินัยที่อยู่ในประชาธิปไตย มันมีเงื่อนไขบางประการที่ประชาธิปไตยต้องมี ไม่อย่างนั้นประชาธิปไตยจะล่มสลายลง ซึ่งเหตุผลนี้อาจเป็นเหตุผลที่เห็นแก่ตัวในระบอบประชาธิปไตย แต่ปัญหาที่ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ เพราะเราชอบเอาคุณธรรมนอกประชาธิปไตยเข้ามากำกับประชาธิปไตย ทั้งที่มันมีคุณธรรมอยู่แล้ว

ประเด็นสุดท้ายที่อยากเสริม ผมสนใจเรื่องเมือง ประชาธิปไตยขั้นหมู่บ้านจะละทิ้งชุมชนเมืองที่ขยายตัวใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้ ชุมชนเมืองการปกครองของกรุงเทพฯ เป็นการปกครองที่ล้าหลังที่สุดในประเทศ ล้าหลังกว่า อบต. อบจ. แม้มีงบประมาณมหาศาล กทม.อาจจะดีมากเมื่อ 20-30 ปีก่อน ปัจจุบันผู้อำนวยการเขตออกมาพูดว่า ถ้ามีตลาดมาล้อมบ้านก็ย้ายบ้านไปสิ คุณอยู่ในกรุงเทพฯยังไม่สนใจว่าใครเป็นผู้อำนวยการเขตของคุณ เขามีคุณสมบัติเพียงพอหรือเปล่า จำเป็นไหมที่จะต้องมาจาก กทม. เราจะมีการปกครองที่ผู้ว่าฯโดนเด้งด้วยมาตรา 44 ที่ประชาชนเลือกเข้ามาอย่างนี้หรือ

เเล้วทำไมเวลาเราพูดถึงการกระจาย อำนาจ ทำไมเราไม่คิดถึงการปฏิรูป กทม. ซึ่งมีปัญหาเยอะมาก จะมีคนชั้นกลางแบบเดิมที่ชัตดาวน์เกิดไม่พอใจอะไรก็ล้ม เพราะไม่เคยคิดว่าต้องแก้ปัญหาที่อยู่ใกล้ตัวให้ได้ก่อน

เสรี พงศ์พิศ
อธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนคานธีสอนว่า นักการเมืองอย่าได้คิดแต่ว่าจะได้กำไรจึงทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นหน้าที่ ซึ่งฟังดูเป็นอุดมคติ สิ่งที่เราพูดในหลักการเหมือนกับที่เราเห็นด้วยกับคานธี แต่ในทางปฏิบัติผมอยากเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ทำงานที่ได้ทำร่วมกับชาวบ้าน ชุมชน 2-3 ปี แต่ก็ไม่เห็นผล ผมมาตั้งคำถาม จึงรู้ว่าเราไม่เข้าใจชุมชนและชาวบ้าน เราไปคิดแทน การจะสร้างระบบชุมชนให้ยั่งยืน ต้องใช้สติปัญญามากกว่านั้น

ชุมชนมีประชาธิปไตยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยหมายถึงประชาชนปกครองตนเอง หมู่บ้านคีรีวง ที่ขอให้เราไปวิจัย พบว่าชุมชนนี้เป็นไพร่หนีนายตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ เกือบ 200 ปีที่อยู่ในเขา เขาสามารถปกครองตนเอง
ศาสตราจารย์ เจม ซี สกอต ทำงานวิจัยเรื่องชาวเขา 2 ร้อยล้านคน ว่าปกครองตนเองได้อย่างไร เรากำลังยืนยันว่าชาวบ้านปกครองตนเองได้ แต่เราไปครอบงำ กดขี่ เขาจึงไม่มีโอกาส

จากการทำงานมายาวนาน ก็คิดว่าทำอย่างไรถึงจะเข้าไปถึงจิตวิญญาณของชาวบ้าน พบว่าเงินแก้ปัญหาชาวบ้านไม่ได้ จึงสนใจเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน ผมตั้งมูลนิธิขึ้นมา พยายามศึกษา โดย 1.ทำข้อมูลชุมชน 2.วิจัย 3.ส่งเสริมให้เข้มแข็ง ถ้าเราอยากจะทำนโยบายให้เข้มแข็งเพื่อเป็นฐานรากประชาชน ต้องเรียนรู้ศึกษาชุมชนอย่างเข้าใจถ่องแท้

เราไปเรียนรู้จากหลายประเทศ แต่ไม่เคยสนใจว่าจะทำอย่างไร เรามีกฎหมายเพี้ยนๆ ออกมาเป็นพันเป็นหมื่นที่ยังไม่แก้ เพราะกฎหมายเหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับวิถีชุมชน ประเทศเราต้องเรียนรู้อีกมากว่าเราจะทำอย่างไรให้เข้าใจจิตวิญญาณ ศักยภาพ และปัญหาของเขา

โคทม อารียา
ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล

1.เรามีอะไรเป็นอุปสรรค ซึ่งอุปสรรคของเราคือความกลัว กลัวคนดีจะไม่มีอำนาจ คนไม่ดีจะมีอำนาจ กลัวว่าทำอะไรมากมายแล้วเสียของ เมื่อกลัวก็ต้องเอาชนะ และความพยายามเอาชนะก็คือการสร้างวาทกรรมและผลึกตัวเป็นกรอบคิด หรือเฟรม ซึ่งกรอบคิดที่ 1 คือนักการเมืองเลว ข้าราชการส่วนใหญ่เป็นคนดี ก็เอาข้าราชการมาก็แปลงเป็นนักการเมือง เหมารวมเข่งแล้วเอาความคิดนี้ไปฝังด้วยความกลัวบางอย่างแบบนี้ก็ไปไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องมีนักการเมืองและจะทำอย่างไรให้มีนักการเมืองดี

2.ทุกคนบอกเลือกตั้งดีและจำเป็นต่อประชาธิปไตย เลือกตั้งต้องได้คนดี ยากมากที่เราจะบอกว่าคนดี ไม่ดีคือไม่พอใจ ไม่ถูกใจ เมื่อไม่พอใจก็บอกเลือกตั้งยังไม่ดี ต้องปฏิรูปก่อน ผมเสนอคำว่า บรรสาน แปลว่า เอามารวมกัน คือประสานกันให้ติด เราจะต้องบรรสานคุณค่าเดิมของสังคมไทย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ตอนนี้ประชาธิปไตยยังไม่ไปบรรสานกับสามสิ่งที่กล่าวมา

3.ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ผมคิดว่าจะต้องบรรสานผู้ที่มาจากการเลือกตั้งและข้าราชการประจำ แต่อย่าให้ใครคนนึงเข้มแข็งมากเกินไป เพราะอำนาจอยู่ฝ่ายไหนจะเกิดการกินรวบ และผมอยากแสดงความคิดเห็นเรื่องการพัฒนาฐานรากที่จากระดับย่อยขึ้นมาสู่ระดับบน การจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่เราพูดกันบ่อย กระจายหน้าที่ กระจายเงินบ้าง แต่ไม่กระจายคน ก็เกิดการเกาะแน่นกันอยู่ในราชการ ส่วนภูมิภาค

ดังนั้นต้องกระจายทั้งหมด ต้องบรรสานให้หน้าที่ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนที่หน้าที่การศึกษาต้องมีกลไกเชื่อมโยง ส่งเสริมให้งานระดับชุมชนท้องถิ่นเกิดพลังระดับประเทศให้ได้