ไม่ว่าราคาของยางพารา ไม่ว่าราคาของปาล์มน้ำมัน กำลังเป็นหิน ลองทองอันคมแหลมตรวจสอบประสิทธิภาพการบริหารจัดการใน ทางเศรษฐกิจของคสช.
การอัดฉีดเงินงบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาทลงไปให้กับเกษตรกรชาวสวนยางถือว่าเป็นนวัตกรรมหรือไม่
น่าศึกษา น่าวิเคราะห์
เพราะการอัดฉีดเงินในลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงในเดือนพฤศจิกายน 2561 เท่านั้น หากแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ก็เคยเกิดขึ้น
ขณะที่เป้าหมายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 อยู่ที่ 80 บาท เป้าหมายของเดือนพฤศจิกายน 2561 อยู่ที่ 60 บาท
ตรงนี้ต่างหากที่มากด้วยความแหลมคม
คงจำกันได้ว่ารัฐบาลคสช.เผชิญกับวิกฤตราคาพืชผลทางเกษตร ตกต่ำมาตั้งแต่ต้น
ไม่ว่าราคายางพารา ไม่ว่าราคาปาล์มน้ำมัน
ในยุคที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ในความรับผิดชอบของ นายปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อย่างน้อยก็มีรองนายกรัฐมน ตรี 2 คนออกมาแถลงว่าจะผลักดันราคายางพาราไปให้ถึง 80 บาท
“ราคา 80 บาทเป็นของกล้วยๆ” รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งยืนยัน
แต่มาถึงยุคที่ นายกฤษฎา บุญราช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงเกษตรและสหกรณ์ คำประกาศแรกเมื่อเข้ารับตำแหน่งคือจะผลักดันราคายางพาราให้ถึง 60 บาทภายใน 6 เดือน
จากเดือนธันวาคม 2560 มายังเดือนพฤศจิกายน 2561 เป้าหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ยังเป็น 60 บาท
พร้อมกับการเทงบประมาณลงไปไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท
อย่าว่าแต่ 80 บาทเลย แม้กระทั่งการผลักดันราคาให้ไปยัง 60 บาทก็เสมอเป็นเพียงความฝัน
เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนการเลือกตั้งตามโรดแมปคือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ก็จะมาถึง
ท่ามกลางราคายาง ราคาปาล์มน้ำมันเสื่อมทรุดตกต่ำ
จากเดือนพฤษภาคม 2557 มายังเดือนพฤศจิกายน 2561 อยู่ในรัฐบาลคสช. เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของคสช.
นี่คือประเด็นอันร้อนแรงยิ่งในการเลือกตั้งปี 2562

