วันนี้ (19 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอานนท์ มาเม้า อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่ สนช.นัดพิจารณาร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม(ฉบับที่…)พ.ศ… ในวาระที่ 2-3 วันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ ว่า สาระสำคัญเรื่องกฎหมายเบี้ยประชุมคดี ที่เข้าสู่วาระการพิจารณาสนช.คือ เป็นการได้รับเบี้ยไป ทั้งที่เป็นงานในหน้าที่ประจำอยู่แล้ว ก่อให้เกิดภาระทางการคลังของประเทศเพิ่มขึ้น ปีละ 207ล้านบาท การอ้างเหตุผลว่า ให้แจกเบี้ยได้ เพื่อความรอบคอบในความยุติธรรม ก่อให้เกิดคำถามคือ ถ้าไม่มีเบี้ยประชุม ผู้พิพากษาจะไม่รอบคอบใช่หรือไม่ เหตุผลที่อ้างดังกล่าวเกิดคำถามว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาตลอดของกระบวนการยุติธรรมในศาลไทย เหตุใดศาลจึงสามารถยังอำนวยความยุติธรรมได้เสมอมา แม้ไม่มีการแจกเบี้ยประชุมใหญ่ของศาล นอกจากนี้ พบในความเป็นจริงว่า ผู้บริหารศาลได้ออกระเบียบแจกเบี้ยประชุมกันไปก่อนแล้ว แต่มาจึงได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ตอนนี้ เพราะกฎหมายปัจจุบัน ไม่บัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง โดยจะเห็นได้จาก บทเฉพาะกาลในร่างกฎหมายที่เข้าสภา ก็ฟ้องในตัวเองว่า ขอให้ระเบียบที่แจกเบี้ยประชุมก่อนหน้าไปนั้น มีผลตามกฎหมาย
นายอานนท์ กล่าวว่า อีกทั้งเป็นที่สังเกตด้วยว่า ร่างกฎหมายที่เสนอเข้าไปนี้ รีบร้อนลนลานมาก เพราะก่อนหน้าที่จะเข้าสภา ได้นำเข้าสู่คณะกฤษฎีกาคณะหนึ่ง ปรากกว่า ถูกกรรมการในคณะนั้นค้านคือ คุณพรทิพย์ จาละ นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ เลยมีการเปลี่ยนไปเข้าอีกคณะนึง สุดท้ายผ่านจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ แล้วในที่สุดก็เข้าสู่การพิจารณาของสภา ข้อมูลพื้นฐานที่ควรทราบ คือ ร่างกฎหมายนี้ถูกริเริ่มผลักดันโดย คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ไม่ใช่การริเริ่มโดยรัฐบาล หรือสนช. ร่างกฎหมายดังกล่าวหากประกาศใช้บังคับ จะทำให้เกิดภาระการคลังมหาศาลขึ้นทุกปีต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ได้รับผลกระทบคือประชาชนผู้เสียภาษีอากรแก่รัฐ ความเร่งรีบในการออกกฎหมายฉบับนี้ ก่อให้เกิดคำถามว่า เหตุใดไม่รอสภาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผู้ที่ควรมีอำนาจตัดสินใจในผลที่จะตามมาอย่างแท้จริงท้ายสุด อยากจะให้สังเกตว่า สนช.เพิ่งแก้กฎหมายขึ้น “เงินเดือน” ให้แก่ศาล บัดนี้ จะให้ สนช. แก้กฎหมายให้ “เบี้ยประชุม” อีก
“จึงเกิดคำถามว่า จะใช้สภา สนช. ออกกฎหมาย ให้ประโยชน์แบบรัวๆ แบบนี้ใช่หรือไม่ ทั้งที่การขึ้นเงินเดือนก็เพิ่งได้รับไปจากการออกกฎหมายเมื่อไม่นาน ด้วยเหตุดังกล่าว จึงวอนขอให้คำนึงภาษีอากรจากประชาชน ความเหมาะสมในการเร่งผลักดันกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุด จะเป็นเรื่องที่กลับไปส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตุลาการทางออก คือ ควรถอนร่าง พรบ. ที่เข้าสนช. และควรยกเลิกระเบียบไป ถ้าไม่ยกเลิก ตอนนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าวได้ อีกอันคือ หวังว่า สนช.จะไม่เห็นชอบให้ผ่านไป” นักกฎหมาย ม.ธรรมศาสตร์ กล่าว
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

