ถึงวันนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าการเลือกตั้งจะเดินตามโรดแมปวันที่ 24 ก.พ.62 หรือไม่ แต่สำหรับพรรคการเมืองแล้วก็ต้องเดินหน้าเตรียมความพร้อมต่อไป และอีกความท้าทายของพรรคการเมืองคือการสร้าง “เเบรนด์” ของพรรคให้เป็นที่รู้จัก
ซึ่งเเบรนด์ที่เเสดงตัวตนเเละทิศทางของพรรคการเมืองได้ชัดเจนที่สุดคือ “ชื่อของพรรคการเมือง”
ซึ่งในมุมมองของ ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ระบุว่า เรื่องของพรรคการเมืองถ้าเปรียบเทียบกับการตลาด พรรคก็คือแบรนด์ ดังนั้นการที่จะทำให้แบรนด์ถูกใจคน ก็ต้องมีองค์ประกอบที่จะสร้างแบรนด์ขึ้นมา ได้แก่ 1.ตัวผลิตภัณฑ์ ได้แก่ นโยบาย และตัวผู้สมัคร 2.ชื่อพรรค 3.โลโก้พรรค 4.คำขวัญ
“ในส่วนชื่อของพรรคต้องสั้น เรียบง่าย จดจำง่าย โดดเด่น ความยาวไม่ควรเกิน 4 พยางค์ ถ้าดูชื่อพรรคที่เราคุ้นก็จะไม่เกิน 4 พยางค์ หรือชื่อสินค้าใดๆ ก็ตาม ถ้าเกิน 4 พยางค์จะจำยาก ดังนั้น พรรคที่ตั้งชื่อยาวๆ บอกได้เลยว่าเป็นการสร้างแบรนด์ที่ผิด”
ดร.นันทนาบอกอีกว่า การตั้งชื่อพรรคแตกต่างจากสินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะสินค้าตั้งชื่อเพื่อบ่งชี้คุณลักษณะ เช่น มีความนุ่ม ความหอม ความกรอบ แต่พรรคการเมืองชื่อต้องสตรอง ต้องแสดงถึงความหนักแน่น มุ่งมั่น และมีความเป็นชาติอยู่ เพราะเป็นการทำงานให้กับคนทั้งประเทศ ชื่อจึงต้องสื่อว่าพรรคจะทำประโยชน์ให้กับคนทั้งประเทศ
นอกจากนี้ พรรคการเมืองส่วนใหญ่ที่มีชื่อคล้ายๆ กัน มักจะเป็นกลุ่มเดียวกัน อย่างพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม เพื่อชาติ ชัดเจนว่าต้องการที่จะบอกว่าพรรคเหล่านี้คือพรรคเครือข่าย
“การเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคเครือข่ายเข้ามา เพราะกติกาของการเลือกตั้งเป็นกติกาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสกัดพรรคใหญ่ เมื่อพรรคใหญ่ได้ ส.ส.เขต จะไม่มีโอกาสได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำให้เกิดการคิดกลยุทธ์ กลวิธีในการแตกเป็นพรรคเครือข่าย ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ชื่อของพรรคคล้ายกับแบรนด์เดิม เพื่อให้คนรู้ว่าเป็นสินค้าในเครือของแบรนด์ที่เขาเคยใช้อยู่ประจำ”
ดร.นันทนายังวิเคราะห์ชื่อพรรคอื่น เช่น พรรคอนาคตใหม่ มองว่าเป็นคำที่มีพลังมาก เพราะคำว่าใหม่ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่สิ่งใหม่ซึ่งน่าจะดีกว่าเดิม และมีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จมากมาย เช่น ที่สหรัฐอเมริกา ตอนที่บิล คลินตัน ลงสมัคร ก็ใช้คำว่า New Democrat โทนี่ แบลร์ ใช้คำว่า New Labour หรือโอบามา ใช้คำว่า Change นั่นคือการทำให้เห็นว่าเป็นสิ่งใหม่ เมื่อเอาคำว่า “ใหม่” มารวมกับ “อนาคต” ก็ทำให้ชัดเจนว่าคุณจะมีอนาคตใหม่ที่ดีกว่าเดิม เป็นคำที่สตรอง โดนใจคนรุ่นใหม่และบางครั้งคนรุ่นเก่าก็อยากได้อะไรที่ใหม่เหมือนกัน พรรคนี้จะไม่มีวันล้าสมัยเพราะใช้คำดี และอยู่ในบริบทของสังคมไทยที่อยู่กับระบบซ้ำๆ มานาน ชื่อนี้จึงทำให้คนจินตนาการถึงสิ่งดีๆ ที่จะเกิดในอนาคต
“ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นคำที่ดีเหมือนกัน เพราะคำว่า ‘พลัง’ คือพลังงานในการขับเคลื่อน และคำว่า ‘ประชารัฐ’ หมายถึงประชาชนกับรัฐบาล เป็น 2 พลังที่รวมกัน คำนี้มีความหมายดีในการที่จะขับเคลื่อนไปในทิศทางร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน แต่ประเด็นคือ เป็นคำที่รัฐบาลใช้ในนโยบายของ คสช. แล้วกลายมาเป็นชื่อพรรคการเมือง ซึ่งบ่งบอกได้ว่าพรรคการเมืองนี้กับรัฐบาล คสช.เป็นเนื้อเดียวกัน ในแง่ของคำที่ใช้สร้างแบรนด์ดีมาก แต่การที่เอาแบรนด์นี้ไปผูกกับรัฐบาลปัจจุบันก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งว่าจะยังมีความนิยมรัฐบาลชุดนี้มากน้อยแค่ไหน” ดร.นันทนากล่าว
ขณะที่ ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดีสายงานสื่อสารแบรนด์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ บอกว่า ตอนนี้ชื่อของพรรคการเมืองมีความซ้ำซ้อนกันมาก การที่จะตั้งชื่อใหม่นั้นยาก ต้องพยายามคิดลูกเล่นในการสร้างแบรนด์ที่มีการเชื่อมโยง ดังนั้น เครือข่ายพรรคส่วนใหญ่ก็พยายามจะตั้งชื่อให้เชื่อมโยงกันได้ด้วยตัวอักษร หรือการพ้องเสียง แต่พรรคใหม่จะตั้งยาก เพราะตัวอักษร คำและความหมายค่อนข้างที่จะถูกใช้ไปเกือบหมด ทำให้พรรคใหม่ที่เกิดขึ้นยากที่จะทำให้แบรนด์ติดตลาด ทั้งนี้ชื่อเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ มาสนับสนุน ทั้งตัวคน นโยบาย และองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อให้ชื่อพรรคมีความโดดเด่นขึ้นมา
“สมัยก่อนพรรคก็ยังไม่เยอะ แต่ทุกวันนี้มีชื่อผ่านรัฐธรรมนูญมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก วนไปมา การตั้งชื่อก็ค่อนข้างยาก แต่ว่าก็ไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีภาษาที่สละสลวย ถ้าระดมครีเอทีฟดีๆ และคนที่สร้างคอนเทนต์เหล่านี้มาช่วยกัน ผมว่าน่าจะได้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าแต่ละพรรคผ่านกระบวนการคิดชื่อพรรคด้วยวิธีไหนบ้าง ส่วนพรรคที่ชื่อคล้ายกัน ส่งสัญญาณแน่ๆ ว่าจะรวมตัวกัน เป้าหมายเพื่อหว่านเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอยู่แล้วที่จะสร้างสาขาย่อยเพิ่ม แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น สินค้าเหล่านี้ก็จะกลับมาผนึกกัน สาขาย่อยกลับมาเป็นสาขาใหญ่ ทำให้เปอร์เซ็นต์การได้ชิ้นเค้กก้อนนี้มีมากขึ้น เป็นกลยุทธ์ทั่วไปของการตลาด เป็นการแตกตัวสินค้าใหม่เพิ่มขึ้นภายใต้ร่มเดิม”
ผศ.ดร.ทัณฑกานต์วิเคราะห์ในส่วนของชื่อพรรคว่า พลังประชารัฐก็เชื่อมโยงและสะท้อนให้เห็นอำนาจที่เขาถือไว้ กับอำนาจที่กำลังจะตามมา คิดว่าเป็นการตั้งชื่อให้คนตีความถึงการสืบทอดอำนาจ
“ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ถ้าตามไอเดียของคนสร้างแบรนด์อย่างผมมองว่าชื่อค่อนข้างเชย ธรรมดาเกินไป ไม่ค่อยโดนในการที่จะเป็นสินค้าของคนรุ่นใหม่ที่ควรจะพรีเมียม และหากดูลักษณะของกลุ่มผู้ก่อตั้ง มีความขัดกันกับชื่ออยู่เล็กน้อย แต่คิดว่าจุดประสงค์ก็เพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มรากหญ้าได้”
ผศ.ดร.ทัณฑกานต์วิเคราะห์ต่อว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมีการปรับเปลี่ยนขณะนี้ ทำให้เกิดพรรคขึ้นมากมาย และประเทศไทยจะถอยกลับไปสู่จุดที่มีพรรคยิบย่อยมากเกินไป ซึ่งตนอยากจะเห็นคือต้องมีการกำหนดนโยบายชัดเจน ดังนั้นองค์ประกอบของพรรคในเรื่องคนที่จะมาบริหาร และนโยบาย ควรจะสำคัญมากกว่าการใช้เทคนิคจากการมองเห็นช่องว่างของรัฐธรรมนูญที่ปรับใหม่ แล้วเกิดโอกาสในการจะเข้ามาเป็นผู้แทน ซึ่งบางอย่างก็ทำให้ประเทศชาติสูญเสียโดยใช่เหตุ ทั้งนโยบาย และระบบการบริหาร และตนเชื่อมั่นว่าเมื่อผ่านกระบวนการเลือกตั้งแล้วจะเกิดเรื่องน่ารำคาญเยอะมากจากการเลือกตั้งแบบนี้ เพราะจะมีเรื่องเล็กๆ ที่คนนู้นจะเอาแบบนั้น คนนี้จะเอาแบบนี้ เเต่ท้ายที่สุดแล้วก็คงจะแก้ปัญหากันได้เพราะคนไทยแก้ปัญหาเก่ง
ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ยังอธิบายไปถึงคนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองว่าเป็นสิ่งที่ดี เเละคิดว่า 1 ใน 4 จะเป็นนักการเมืองที่ดีในอนาคตที่จะเป็นตัวผลักดันและเป็นอนาคตของประเทศไทย แต่ก็มีอีก 75 เปอร์เซ็นต์ ที่ดูแล้วก็คิดว่าก็คงจะไม่ใช่ อาจจะเข้ามาเพื่อศึกษา
“อย่างไรก็ตาม เด็กรุ่นใหม่มีผลต่อภาพลักษณ์ประเทศ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ คนรุ่นใหม่จะเป็นตัวกระตุ้นให้กลุ่มคนหนุ่มสาวเกิดความสนใจในเรื่องการเมืองมากขึ้น และจะเป็นจุดดึงสายตาจากการที่เคยมองว่าการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ก็อาจจะหันกลับมามองและร่วมมือกันในการที่จะลงไปเลือกตั้ง ลงไปสนับสนุน ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเป็นฟีดแบ๊กให้คนที่เป็นตัวแทนของเขา ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ดี” ผศ.ดร.ทัณฑกานต์กล่าวทิ้งท้าย…

