แม้ว่าโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันเป็นรัฐธรรมนูญ By Design จะไม่ถือว่า รัฐบาลปัจจุบันเป็นเหมือนรัฐบาลรักษาการ
แม้ว่าการอนุมัติงบประมาณ 86,994 ล้านบาทของครม.จะ กระทำก่อนมี “กฤษฎีกาเลือกตั้ง” ประกาศและบังคับใช้
รัฐบาลสามารถทำได้อย่างเต็มเปี่ยม
กระนั้น ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากของมติครม.เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมาก็คือ ไม่เพียงแต่มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมนั่งร่วมอยู่ในครม.ด้วย
หากแต่ยังมีหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมีส่วนอย่างสำคัญในการใช้เงินจาก “กองทุนประชารัฐ”
ความละเอียดอ่อนนี้จะกลายเป็น”ประเด็น”ในอนาคตอันใกล้
กระหึ่มแห่งเสียงท้วงติงไม่ว่าจะดังมาจากพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าจะดังมาจากพรรคอนาคตใหม่ เหมือนกับเป็นเสียงท้วงติงจากฝ่ายตรงกันข้าม
คสช.และรัฐบาลแทบไม่ให้ความสนใจแม้แต่น้อย
กระนั้น เสียงท้วงติงเหล่านี้ได้ตอกย้ำเข้าไปในสภาพความ เป็นจริงซึ่งดำรงอยู่ในทางการเมือง
ที่มีหัวหน้าพรรคบางพรรค ที่มีรองหัวหน้าพรรคบางพรรค ที่มีเลขาธิการพรรคบางพรรค ที่มีโฆษกพรรคบางพรรค นั่งอยู่ในครม.ในฐานะรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มในการพิจารณาและตัดสินใจ ในเรื่องอันเกี่ยวกับงบประมาณ
มีผลได้ผลเสียไม่เพียงแต่กับครม.และรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ยังมีผลได้ผลเสียให้กับพรรคการเมืองที่ตนสังกัด
ยิ่งเป็นเงินจาก “กองทุนประชารัฐ” ยิ่งละเอียดอ่อน
คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ เงินจาก”กองทุนประชารัฐ”เป็นเงิน จากภาษีอากรของประชาชน มิได้เป็นเงินจากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
เชื่อได้เลยว่าผลจากการอนุมัติเงินงบประมาณ 86,994 ล้านบาทจะส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้ง จะมีส่วนเร่งในการตัดสินใจของ 4 รัฐมนตรีที่ออกมาสร้าง “พรรคพลังประชารัฐ”
เพราะไม่เพียงแต่จะเน้นย้ำในเรื่อง”ประชานิยม” หากเป็นประชานิยมอันมีรากฐานสัมพันธ์กับ”ประชารัฐ”
แล้วพรรคการเมืองอื่นจะปล่อยให้ “ลอยนวล” ไปได้ต่อหน้าต่อตาละหรือ

