การขยับขับเคลื่อน 2 ระลอกจากพรรคพลังประชารัฐมีผลสะเทือน ทางการเมืองเป็นอย่างสูง
ระลอก 1 คือ การปรากฏตัวของ “4 ยอดกุมาร”
ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ นายสนธิ รัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
ระลอก 1 คือ การปรากฏตัวของ “2 ผู้อาวุโส”
ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้แก่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
ไม่เพียงผลสะเทือนต่อ “พรรคเก่า”
ตรงกันข้าม ยังมีผลสะเทือนต่อเครือข่าย”พรรคคสช.”ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคท้องถิ่นไท
หากแม้กระทั่งพรรคประชาชนปฏิรูปก็ต้องวูบไหว
อย่าลืมเป็นอันขาดว่าพรรคประชาชนปฏิรูปของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประกาศตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ว่าพร้อมสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคสช.
เท่ากับเป็นการขี่กระแส 16 ล้านเสียงที่ให้การสนับสนุนประชามติ”รัฐธรรมนูญ”
อ้าขาผวาปีกก่อนการเกิดขึ้นของ”พลังประชารัฐ”
เช่นเดียวกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศด้วยความมั่นใจเป็นอย่างสูงต่อการจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่ายางราคา 50 บาท หรือ 3 โลร้อยว่า
นี่คือ “รัฐบาลของพวกเรา”
กระทั่งประกาศบารมีทางการเมืองผ่าน”พรรครวมพลังประชาชาติไทย”ก็มั่นออกมั่นใจในการ”เดินคารวะแผ่นดิน”เพื่อคสช.และเพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่พลันที่”พลังประชารัฐ”ปรากฏขึ้นแสงแห่งสปอตไลต์ก็ฉายจับ
พรรคอื่นก็ต้องถอยฉาก หลบมุม
เป็นอันแจ่มชัดว่าพรรคพลังประชารัฐคือ เรือธง หรือ หัวรถจักรสำคัญในการสืบทอดอำนาจคสช.
อนาคต”คสช.”จึงอยู่ที่”พลังประชารัฐ”อย่างเป็นด้านหลัก
การเทงบประมาณนับแสนล้านบาทเพื่อแจกให้คนจน ผู้สูงอายุ เป็นไปตามแนว”ไทยนิยม ยั่งยืน” อันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย”ประชารัฐ”
นี่ย่อมเป็นจิตหนึ่งใจเดียว”คสช.+พลังประชารัฐ”

