“ลูกบุญทรง” น้ำตาคลอ พ่อป่วย พท.ไม่ดูแล ยอมรับเข้า พปชร.อยากช่วยพ่อ (ชมคลิป)

24.11.18 | 15:18 น.

วันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และนายอนุชา นาคาศัย กรรมการบริหารพรรค ให้การต้อนรับ นายเดชณัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้จำคุกในคดีทุจริตระบายข้าวหรือจีทูจี ในโครงการรับจำนำข้าว ที่ได้เดินทางมาสมัครสมาชิกพรรค พร้อมกับเปิดใจเหตุผลถึงการลาออกจากพรรคเพื่อไทยว่า อยากที่ทุกคนทราบและเห็นในข่าวได้ถูกโจมตีเสียๆหายๆจากฝั่งทนายของอดีตนายกฯ ซึ่งตนมองว่าบทบาททางการเมืองของพ่อตนได้จบไปตั้งแต่วันที่ศาลตัดสินจำคุก ตลอดระยะเวลาที่ท่านติดคุกไม่เคยมีข่าวว่าท่านออกมาเลย

“พอมาถึงเวลาที่ท่านเจ็บป่วยและได้รับการรักษา ก็ดันไปเอาข่าวท่านไปเชื่อมโยงกับคดีต่างๆนานา ซึ่งส่งผลกระทบต่อท่านที่ต้องรับการรักษาตัว ถึงขั้นมีการพูดว่ามีการดีลวงในหรือเปล่า ทำให้คนอื่นที่ได้รับข่าวไม่อยากมาช่วย และเป็นการมองว่าป่วยจริงหรือไม่ เพราะเอาไปผูกกับเรื่องการเมืองไปหมด”นายเดชณัฐวิทย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อให้สัมภาษณ์ถึงช่วงนายเดชณัฐวิทย์ถึงกับพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาคลอ นายณัฐวิทย์ กล่าวต่อว่า เมื่อมีความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นภายในพรรคเพื่อไทยเอง เกรงว่าการเดินหน้าในทางการเมืองจะมีปัญหา ตนนั่งคิดอยู่นานและตัดสินใจว่า ถอยออกมาก้าวหนึ่งดีกว่า ที่ตนตัดสินใจลาออกก็ยังไม่ได้คิดว่าจะเดินไปข้างหน้าไปทางไหน หรือจะย้ายไปพรรคไหนต่อ จึงไปลาออกเพื่อความสบายใจของตัวเอง ของทางพรรค และของคุณพ่อ ทางพรรคเพื่อไทยจะได้เดินหน้าอย่างเต็มที่จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

นายเดชณัฐวิทย์ กล่าวว่า โดยระหว่างที่ตนออกมาได้ปรึกษากับคุณพ่อว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิตการเมือง ซึ่งจุดประสงค์ของตนและครอบครัว คือรักษาการป่วยของพ่อให้หายดี

“การที่คุณพ่อเป็นอยู่ทุกวันนี้คงไม่ต้องตอบก็คงทราบว่าเป็นเพราะอะไร ทุกวันนี้พอเราต้องการความช่วยเหลือ ดันมาขี่ซ้ำ ผมก็ถามพ่อว่าเราจะเอาอย่างไรกันดี ถ้าอยู่มันโหดร้ายให้ผมทำการเมืองไหม พ่อให้ที่เหลือจากนี้เป็นการตัดสินใจของผมล้วนๆท่านบอกว่าชีวิตการเมืองของท่านจบไปแล้ว ต่อไปให้เป็นเรื่องของลูกตัดสินใจเอง”นายเดชณัฐวิทย์กล่าว

Advertisement

นายเดชณัฐวิทย์ กล่าวว่า ท่านจึงให้ผู้ใหญ่ที่ท่านนับถือตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย เช่น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตแกนนำกลุ่มสามมิตร ให้ตนลองคุยกับผู้ใหญ่สองท่านนี้ก่อนว่าจะเอาอย่างไรต่อ จากนั้นก็มีผู้ใหญ่พาตนมาคุยกับทั้ง 2 คน โดยคุยกันเบื้องต้น ซึ่งท่านทั้งสองก็มองเห็นศักยภาพของตน แนวทางในการเมืองของเราสามารถไปด้วยกันได้ ตนจึงตัดสินใจที่จะมาร่วมพรรคนี้ ซึ่งตอนที่ตนได้ตัดสินใจมาร่วมกับพลังประชารัฐ และท่านก็เคารพการตัดสินใจของตน

เมื่อถามว่า การตัดสินใจมาอยู่พรรคพลังประชารัฐมีคุณพ่อเป็นเหตุผลสำคัญใช่หรือไม่ นายเดชณัฐวิทย์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเป็นการตัดสินใจของตนเอง เพียงแต่คุณพ่อแนะนำผู้ใหญ่ให้พูดคุย เมื่อถามต่อว่า จะไม่กลับไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติใช่ไหม นายเดชณัฐวิทย์ ตอบว่า จะบอกว่าไม่กลับไปร่วมงานก็ไม่ได้ เพราะสุดท้ายถ้าลงเลือกตั้งแล้วได้รับเลือกและอยู่สภาเดียวกัน หากผู้แทนไม่ได้ทำเพื่อประชาชนท้ังหมดก็คงไม่ได้ การทำงานในสภาเชื่อมโยงเพื่อทำงานร่วมกันก็ไม่มีปัญหา ส่วนจุดที่มองเห็นและตัดสินใจ เพราะเรามองเจตนารมณ์ทางการเมืองเหมือนกัน

นายเดชณัฐวิทย์ กล่าวว่า ส่วนการเลือกตั้งตั้งใจจะลงเขตเดิมที่คุณพ่อเคยลง เพราะมีโอกาสได้พบปะประชาชนและเสียงประชาชนก็สนับสนุนให้เป็นตัวแทนมาสานงานต่อ เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่จะได้รับเลือกเพราะเปลี่ยนพรรคแล้ว นายเดชณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยอมรับกระทบกับฐานเสียงอยู่แล้ว ตัวผู้สมัครเปรียบเหมือนกับลาบ แต่ส่วนพรรคเปรียบเสมือนภาชนะที่เราไว้รองรับลาบที่เราอยากกิน ถ้าสุดแล้วประชาชนอยากกินลาบ จะไปอยู่บนจาน ในถ้วยหรือในแก้วเขาก็ได้กินลาบเหมือนเดิม

นายเดชณัฐวิทย์ กล่าวภายหลังว่า เมื่อลาออกจากพรรคเพื่อไทยแล้วก็ได้ปรึกษากับคุณพ่อว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตทางการเมืองและจุดประสงค์ของครอบครัวคือต้องการรักษาคุณพ่อให้หายดี และจากนี้ตนจะตัดสินใจทางการเมืองเอง เนื่องจากชีวิตทางการเมืองของคุณพ่อจบไปแล้ว

“ผมถูกมองว่าการมาอยู่พรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้เพราะต้องการช่วยคุณพ่อนั้น ก็ยอมรับว่าเป็นอย่างนั้นจริง”นายเดชนัฐวิทย์ กล่าว