เพียงไม่ถึง 10 วันหลังพรบ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรม
นูญ พ.ศ.2559 ประกาศและบังคับใช้
ชาวบ้านร้านช่องก็รู้เช่นเห็นชาติ
รู้เช่นเห็นชาติในตัวตนของ “กกต.” บางคน รู้เช่นเห็นชาติในตัวตนของ “กรธ.” บางคน
ว่าเป็น “ประชาธิปไตย” หรือไม่ อย่างไร
บรรยากาศการทำประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 จึงย้อนกลับมาสดใส งามตา
ภาพ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ค่อยมีสีสัน
ค่อยมีสีสันน่าแลเมื่อนำไปวางเรียงเคียงกับภาพของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์
บทสรุปจาก นายไพโรจน์ พลเพชร คือ
“ตอนทำประชามติปี 2550 แทบไม่มีการควบคุมเนื้อหาการพูด แต่ครั้งนี้ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นต่าง แต่กลับบอกว่าการที่กรธ.ชี้แจงข้อมูลไม่เป็นการจูงใจทั้งที่เป็นการจูงใจโดยตรง”
คมเฉียบ ตรงเป้า ถูกประเด็น
อย่าได้แปลกใจหาก น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จะช่วงชิงโอกาสออกมาสดุดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ไม่เพียงเพราะผ่านประชามติ 14 ล้านเสียง
ไม่เพียงเพราะมีเสียงแสดงการไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วยจำนวน 10 กว่าล้านเสียง
หากยังนำไปสู่การเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550
หากยังนำไปสู่การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554
เพราะไม่ว่าเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าเสียงจากพรรคเพื่อไทย เมื่อมองอย่างเปรียบเทียบ ระหว่าง 2 ยุค
ยุค น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กับยุค นายมีชัย ฤชุพันธุ์
ล้วนยอมรับว่าบรรยากาศ “ประชามติ” เมื่อปี 2550 คึกคักมีชีวิตชีวา
ขณะที่ “ประชามติ”ปี 2559 มากด้วย “เงื่อนปม”
ยอมรับเถิดว่าภายใน”โครงสร้าง”รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กับรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
แทบไม่แตกต่างกัน
เพียงแต่เมื่อผ่านรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นการผ่านด้วยความรู้สึกที่ว่ารัฐประหารเดือนกรกฎาคม 2549
เป็นรัฐประหาร “เสียของ”
จึงอาศัยความเข้มจากพรบ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาเป็นเครื่องมือ
หวังว่าจะไม่ “เสียของ”
นั่นก็คือเพิ่มความเข้ม เติมเต็มกระบวนการ “ประชามติ” ภายใต้บรรยากาศของความเครียดตึงของกฎหมาย ประกาศและคำสั่งทางการทหาร
ผลที่ตามมาก็คือ บรรยากาศแห่ง “ความกลัว”

