แม้การเลือกตั้งจะยังไม่มีกำหนดแน่นอน แต่เกมการช่วงชิงชัยชนะในการเลือกตั้งได้ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ
ทั้งชิงคน ทั้งช่วงชิงเวลา และชิงความได้เปรียบจากกติกา
เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศใช้ ตามมาด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเริ่มประกาศ
การช่วงชิงความพร้อมก็เกิดขึ้นมานับแต่นั้น
คำสั่ง คสช. ที่ยับยั้งมิให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองในทันทีก็เป็นเพราะเหตุนี้
แม้ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. มีคำสั่ง คสช. เพื่อ “คลายล็อก” พรรคการเมือง แต่ห้ามหาเสียง
ก็เป็นเพราะเหตุนี้
หรือแม้แต่เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. ที่กำลังเป็นข้อครหาอยู่ในปัจจุบัน
ก็หนีไม่พ้นเหตุปัจจัยดังกล่าว
นั่นคือการช่วงชิงความได้เปรียบ
ในความได้เปรียบทั้งหมดในเวลานี้ ต้องยอมรับว่าพรรคพลังประชารัฐ หรือ พปชร. มีความได้เปรียบมากกว่าพรรคใด
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่นำสมาชิกในกลุ่มจำนวน 60 คน เข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐเมื่อสัปดาห์ก่อนประกาศชัด
รัฐธรรมนูญดีไซน์มาเพื่อพวกเรา
เพียงแค่ พปชร. สามารถทำให้ประชาชนศรัทธาได้มากกว่าพรรคเดิมได้ ชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อม
ในสัปดาห์เดียวกัน ครม.ได้อนุมัติงบประมาณก้อนโต 8 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือคนจน และผู้สูงวัย อาทิ แจกเงิน 500 ให้คนจนที่ขึ้นทะเบียน ช่วยค่าน้ำ-ไฟ รวมถึงค่าเช่าบ้าน อีกวันต่อมามีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี และยังจะมีมาตรการอื่นๆ อีกมากที่จะอัดฉีดลงไปให้ประชาชน
เรื่องนี้บรรดาพรรคการเมืองมองว่าหาเสียง ประชานิยม แต่ฝ่ายรัฐบาลปฏิเสธ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกว่า ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นวิเศษนิยม
ขณะที่ นายรณฤทธิชัย คานเขต แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำของ นายสุชาติ ตันเจริญ ซึ่งยกทีมเข้าสังกัด พปชร. ในเวลาต่อมาก็มีความเห็นเดียวกัน
นั่นคือ พปชร. มีโอกาสเป็นรัฐบาลมากที่สุด เพราะ ส.ว. 250 คนสนับสนุน
ขยายความได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังใช้อยู่ปัจจุบัน กำหนดให้ ส.ว. 250 คนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. 500 คน
ขณะที่ ส.ว. 250 คนนั้นต้องผ่านการคัดตัวจาก คสช. เท่ากับว่า พรรคที่ คสช.เห็นด้วยมีโอกาสได้รับแรงหนุนจาก ส.ว.
แล้วพรรคพลังประชารัฐก็ประกาศสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกสมัย
และมีนโยบายสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
เท่ากับว่า พปชร. น่าจะอยู่ในข่ายได้รับแรงหนุนจาก ส.ว.
และมีโอกาสเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า!
อย่างไรก็ตาม การจะได้เป็นรัฐบาลในสมัยหน้าอย่างมั่นคงแข็งแรง จำเป็นต้องมี ส.ส.เข้าสู่สภาจำนวนมากพอสมควร เพราะการบริหารงานของรัฐบาลชุดหน้าจำเป็นต้องใช้เสียง ส.ส.สนับสนุน อาทิ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ หรือ ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเงิน
ที่สำคัญคือ พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน หรือมี ส.ส.ได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภามาก ย่อมหมายถึงความสง่างามในการบริหารงานในระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น การเลือกตั้งจึงมีความหมาย
หากแต่การจะได้รับเลือกตั้งนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะหลังจากที่ คสช.เริ่ม “คลายล็อก” ให้พรรคการเมืองดำเนินการบางอย่างได้
แวดวงการเมืองโดยเฉพาะฟากฝั่งพรรคเพื่อไทยก็เริ่มปรากฏการจัดกระบวนทัพเพื่อรับเลือกตั้งกันยกใหญ่
มีการตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้ง จู่ๆ พลพรรคของเพื่อไทยก็โยกไปอยู่พรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. ที่มี ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค มีนายมิตติ ติยะไพรัช เป็นเลขาธิการพรรค
น่าสนใจตรงที่ ร.ท.ปรีชาพล เป็นลูกของ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายมิตติ เป็นลูกของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช
และน่าสนใจที่บรรดาคนรุ่นลูกหลานของบิ๊กเนมพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ต่างมาสังกัดอยู่ในพรรคนี้
กระทั่งมีกระแสข่าว “แตกเซลล์” เพื่อรับกับกติกา “เลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว”
ยุทธวิธีดังกล่าวเขย่าขวัญฝ่ายตรงกันข้าม เพราะมีการหยิบยกตัวเลข ส.ส. ที่น่าจะได้รับ
เกินกว่า 200 ที่นั่ง!
ทุกอย่างยังเป็นเพียงการคาดการณ์
ความจริงต้องรอให้มีการจัดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งให้เห็น
แต่ก่อนจะจัดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ต้องรอการแบ่งเขตเลือกตั้งกันก่อน
หน้าที่การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นของ กกต. โดยที่ผ่านมา กกต.กำหนดเขตเลือกตั้งไว้ 3 รูปแบบ เพื่อให้แต่ละพรรคเสนอความคิดเห็น
แต่แล้วจู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกคำสั่ง ม.44 ขยายเวลาให้ กกต.พิจารณาทบทวนเขตเลือกตั้ง
กลายเป็นการจุดกระแส รูปแบบเขตเลือกตั้งที่ 4 ซึ่งจะเป็นเขตที่เอื้อแก่พรรคการเมืองที่ต้องการขึ้นมา
เรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า การทบทวนการแบ่งเขตเลือกตั้งนี้เกี่ยวพันกับการต่อรอง
ขณะเดียวกันก็ปรากฏกระแส Gerrymadering ซึ่งเป็นการแบ่งเขตที่สามารถทำให้พรรคการเมืองบางพรรคได้เปรียบได้ ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม กกต.ได้ประชุมกับพรรคการเมืองล่าสุด ยืนยันว่าการแบ่งเขตจะเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน
สอดคล้องกับการเข้าสังกัดพรรคแต่ละพรรคที่ส่วนใหญ่
ต้องเสร็จสิ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน ถึงจะการันตีสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง
นี่ย่อมเป็นอีกเกมที่ช่วงชิงความได้เปรียบ
ในการประชุมระหว่าง กกต.กับพรรคการเมือง มีการหารือกันถึงวันเวลาการเลือกตั้ง ซึ่งเดิมกำหนดไว้ว่าจะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ให้สัมภาษณ์ว่า การตัดสินใจว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปหรือไม่นั้น จะชัดเจนหลังประชุมร่วมกับแม่น้ำ 5 สาย และตัวแทนพรรคการเมืองตามข้อ 8 ของคำสั่ง คสช.ที่ 53/2561
หากมีข้อสรุปให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป กกต.ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบเพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดเช่นนั้น
เพียงแต่ต้องมีเหตุผลและก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจ
เท่ากับว่า การกำหนดวันเลือกตั้งก็ขึ้นอยู่กับแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งก็คือ คสช.นั่นเอง
การกำหนดวันเลือกตั้ง คือ การกำหนดวันตัดสินของประชาชน
หากมีความไม่พร้อมเกิดขึ้น ย่อมมีโอกาสเลื่อนจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ออกไปได้
ทุกอย่างที่ปรากฏให้เห็นล้วนเป็นเกมการเมือง
เกมการช่วงชิงความได้เปรียบ เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้ง
ณ วันนี้ วันเลือกตั้งจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน จึงขึ้นอยู่กับความได้เปรียบของฝ่ายที่คุมอำนาจทางการเมือง

