เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะทูตต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศในไทย โดยมีผู้แทนจากสถานทูต 47 ประเทศ ซึ่งเป็นระดับเอกอัครราชทูต 12 ประเทศ อาทิ เบลเยียม สาธารณรัฐเชค มองโกเลีย สเปน ปากีสถาน และโปรตุเกส รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ 6 แห่งร่วมรับฟัง
นายนรชิตได้ชี้แจงถึงภาพรวมของเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญที่ขณะนี้ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมเข้าสู่กระบวนการประชามติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม รวมทั้งชี้แจงถึงการลงพื้นที่ของ กรธ.เพื่อทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชน และการชี้แจงคำถามพ่วงประชามติของ สนช. และ สปท. โดยนายนรชิตยืนยันต่อคณะทูตว่า กรธ. มีความตั้งใจร่างรัฐธรรมนูญให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์และวัฒนธรรมของประเทศไทย
ภายหลังการชี้แจงกับคณะทูต นายนรชิตให้สัมภาษณ์ว่า กรธ.ยึดถือตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ให้แนวทางว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะขอความเห็นจากต่างประเทศ เพราะร่างรัฐธรรมนูญเป็นของประเทศไทย ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ให้แนวทางอย่างชัดเจนว่า ให้ กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศไทยและสอดรับกับสากล กรธ.จึงไม่มีหน้าที่ชี้แจงกับต่างประเทศ แต่เมื่อคณะทูตมีความสนใจและขอรับฟังการบรรยายสรุป กรธ.จึงได้มาชี้แจง
นายนรชิตกล่าวว่า ได้ชี้แจงต่อคณะทูตว่า กรธ.มีหน้าที่อย่างไรบ้างจนกว่าจะถึงวันลงประชามติ โดยจากนี้จะอบรมวิทยากรที่จะลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ที่โรงแรมมิราเคิล จะมีการอบรมอาสาสมัครที่จะเป็นวิทยากรก่อนลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน กรธ.ก็ได้จัดทำเอกสารสรุปเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญและสรุปสาระน่ารู้ที่ประชาชนสนใจ เช่น สิทธิเสรีภาพ การได้มาซึ่ง ส.ว.และ ส.ส. รวมทั้งหน้าที่พลเมืองและหน้าที่รัฐ เตรียมแจกจ่ายให้กับประชาชน พร้อมกันนี้ยังชี้แจงเรื่องการศึกษาที่ให้รัฐจัดการศึกษาตั้งแต่ก่อนวัยเรียนว่า หากรัฐบาลชุดใดมีงบประมาณและนโยบายจัดให้เรียนฟรีจนถึงปริญญาเอกก็สามารถทำได้
โฆษก กรธ.กล่าวด้วยว่า ได้ชี้แจงต่อคณะทูตถึง 3 แนวทางหลังการออกเสียงประชามติว่า หากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติผ่านความเห็นชอบทั้งคู่ ก็ต้องปรับแก้บทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องคำถามพ่วงประชามติ แต่หากไม่ผ่านความเห็นชอบทั้งคู่ก็ต้องตกไป กรธ.ก็พ้นสภาพ ซึ่งก็ต้องหาผู้ดำเนินการร่างใหม่ และหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่คำถามพ่วงประชามติผ่าน ผู้ร่างรัฐธรรมนูญคนต่อไป ก็ต้องคำนึงถึงเสียงของประชาชนจากการลงประชามติครั้งนี้ด้วย
นายนรชิตกล่าวว่า ภายหลังการชี้แจง คณะทูตได้สอบถามเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ที่บทหลักของร่างรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลที่แตกต่างกัน โดยตนได้ชี้แจงว่า ในบทเฉพาะกาลเป็นการได้มาซึ่ง ส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่านจำนวน 250 คน โดยมี 50 คนที่จะต้องผ่านวิธีการได้มาตามบทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งคณะทูตก็มีความเข้าใจเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ นายนรชิตยอมรับว่า ก่อนเริ่มการชี้แจงก็ได้ออกตัวต่อคณะทูตว่า กรธ.ไม่มีหน้าที่บัญญัติกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นหน้าที่ของ กกต. จึงไม่ขอชี้แจงในครั้งนี้ จึงไม่มีคณะทูตคนใดที่ตั้งคำถามในเรื่องนี้ แม้จะเชื่อว่าเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจ นอกจากนี้ ยังไม่มีการตั้งคำถามหรือแสดงความห่วงใยในเรื่องการเคลื่อนไหวคัดค้านการออกเสียงประชามติ ขณะเดียวกัน ยังไม่กังวลว่า คณะทูตหรือผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ จะชี้แจงต่อประเทศของตนเองไม่ตรงกับที่ กรธ.บรรยายสรุปครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

