ไม่ว่า คสช.จะ “ปลดล็อก” ไม่ว่า คสช.จะ b เพื่อทอดเวลาการปลดล็อกออกไปยาวนานเพียงใดดูเหมือนพรรคการเมืองแทบจะไม่สนใจ
การพบกันในวันที่ 7 ธันวาคม จึงเสมอเป็นเพียง “พิธีกรรม”
เพราะทุกพรรคการเมืองรับรู้ตั้งแต่เมื่อมีการประกาศและบังคับใช้ “รัฐธรรมนูญ” ในเดือนเมษายน 2560 มาแล้วว่าเป็นอย่างไร
“คสช.” ให้ความสำคัญกับ “รัฐธรรมนูญ” หรือไม่
แม้ว่าก่อนหน้านั้น คสช.มีประกาศฉบับที่ 57/2557 มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 อยู่ในมือก็ไม่ได้มีการยกเลิก
และแม้ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองจะประกาศและบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560
แต่ก็ยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 และยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 13/2561 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 16/2561 ออกมาอีก
ผลก็คือ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองแทบไม่มีความหมาย
การประชุมร่วมระหว่าง คสช. แม่น้ำ
5 สาย กกต.และพรรคการเมือง
ในวันที่ 7 ธันวาคม จึงเสมอเป็นเพียงพิธีกรรม 1
เป้าหมาย คือ การพูดฝ่ายเดียวของ “คสช.”
เป้าหมายคือ การเรียกพรรคการเมืองเข้าไปเพื่อรับฟัง “เหตุผล” และความจำเป็นที่ คสช.ไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมือง
ถามว่าในความเป็นจริง “คสช.” ยังจะยื้อต่อไปได้อีกหรือไม่
คำตอบเด่นชัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 เมื่อมีรัฐธรรมนูญ คำตอบเด่นชัดตั้งเดือนตุลาคม 2560 เมื่อมี พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
และคำตอบยิ่งเด่นชัดเมื่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธันวาคม
จึงอาจกล่าวได้ว่าหลังรัฐประหาร คสช.มีบทบาทในการ “ติดล็อก” พรรคการเมืองตั้งแต่ประกาศฉบับที่ 57/2557 และต่อเนื่องยาวนานถึงเดือนธันวาคม 2561
เป็นการปลดล็อก 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง
หากถามถึงเหตุผลและความจำเป็นทุกพรรคการเมืองก็สามารถตอบได้ว่าเป็นเพราะ คสช.ต้องการความสงบ ต้องการให้ทุกพรรคการเมืองเริ่มต้นพร้อมกัน
ไม่ว่าพรรคใหญ่ พรรคเล็ก ไม่ว่าพรรคเก่า พรรคใหม่
แต่หากดูบทบาทของ “ครม.สัญจร” ประสานเข้ากับบทบาทของ “สามมิตรสัญจร” อันกลายมาเป็นพรรคพลังประชารัฐในปัจจุบัน
ทุกพรรคการเมืองก็มีอีก “คำตอบ” หนึ่ง
ในเมื่อภายในพรรคพลังประชารัฐไม่เพียงแต่จะมี 4 รัฐมนตรีจาก ครม.ปัจจุบัน หากแต่ยังมีคนที่ทำงานแวดล้อมใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีออกมาอยู่ในตำแหน่งกรรมการบริหาร
ทั้งยังมีการนำเอานโยบาย “ประชารัฐ” มาตั้งเป็น “พรรคพลังประชารัฐ”
ต่อให้เป็นศาสตราจารย์ทางการเมือง ต่อให้เป็นเด็กอนุบาลทางการเมืองก็มองออกว่ายื้อ หน่วง ถ่วงเวลาการปลดล็อกมีวัตถุประสงค์ใดในทางการเมือง
นอกจากที่ได้เปรียบอย่างยิ่งจาก “รัฐธรรมนูญ” อยู่แล้ว
ความเชื่อมั่นที่ว่า พรรคพลังประชารัฐจะกำชัยในการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นที่ว่าพรรคพลังประชารัฐจะเข้าไปอยู่ในฐานะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
มิได้เป็นเรื่องแปลก
แต่จะกลายเป็นเรื่องแปลกขึ้นมาโดยพลันทันทีที่กระแสและแนวโน้มการปฏิเสธพรรคพลังประชารัฐจะปรากฏขึ้นและดำรงอยู่ในสังคม กระทั่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง
เดือนกุมภาพันธ์ จึงเป็นเดือนอันทรงความหมายยิ่งในทางการเมือง

