‘มาร์ค’ กุมขมับ จนปัญญาร้องแบ่งเขต เหตุมี ม.44 คุ้มอยู่ ถามบิ๊กตู่ ลาออกพร้อม 4 รมต.หรือไม่

30.11.18 | 16:45 น.

“มาร์ค” เผยจนปัญญาร้องแบ่งเขตเลือกตั้งไม่เป็นธรรม เหตุ ม.44 คุ้มครองอยู่ จี้ “วิษณุ” เป็นพยานหากศาลปกครองไม่รับฟ้อง บี้ กกต.แจงให้ชัด หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือแน่ ถาม “บิ๊กตู่” พร้อมไขก๊อกพร้อม รมต.หรือไม่

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กล่าวถึงกรณีการแบ่งเขตเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศว่า มีหลายจังหวัดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ แต่จังหวัดสุโขทัยมองว่าเป็นรูปธรรมที่สุดเพราะมีเขตเลือกตั้งเดิมที่เคยใช้มาแล้วและไม่ขัดกับหลักเกณฑ์กฎหมาย ใครดูแผนที่ก็เป็นเรื่องปกติมากเพราะแบ่งจากเหนือมาใต้ แต่มีข่าวโดยตลอดว่ามีบางคนพยายามจะเปลี่ยนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบางพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ตอนที่ กกต.จังหวัดนำเสนอมาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่หลังจากที่มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 16/2561 การแบ่งเขตเลือกตั้งล่าสุดก็เป็นไปตามที่พูดในวงในกันไว้ก่อนหน้า และเมื่อดูแผนที่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะแบ่งแบบนี้ ตรงนี้จะเป็นตัวบั่นทอนความน่าเชื่อถือว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการแทรกแซงเพื่อเอารัดเอาเปรียบทางการเมืองมีอยู่ต่อเนื่อง

“ต้องบอกว่าอดีต ส.ส.ปชป.ทั้งที่สุโขทัยและกาญจนบุรีก็พร้อมสู้ แม้ ปชป.จะเสียเปรียบมาหลายครั้งในการเลือกตั้ง แต่สิ่งสำคัญคือ เป็นการตอกย้ำเราไม่พยายามพัฒนาการเมืองและไม่ยกระดับการเมือง ยังคงอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ที่อาศัยอำนาจใช้ความได้เปรียบ ขาดธรรมาภิบาลรุนแรง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

เมื่อถามว่าการแบ่งเขตทำให้กระทบความน่าเชื่อถือ กกต.และ คสช.อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กระทบความน่าเชื่อถือทั้งกระบวนการ ทำให้ยิ่งเกิดข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งที่จะต้องทำให้เกิดความสุจริตเที่ยงธรรม โดยอาศัยความเป็นกลางและอิสระของ กกต.ทำได้มากแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้คงต้องให้สังคมรับทราบพฤติกรรมแบบนี้ และหวังว่าคงจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทบทวนท่าทีของตัวเองว่าจะยังทำแบบนี้ต่อไปหรือไม่ สุดท้ายหวังว่าประชาชนจะเห็น เพราะคิดว่าประชาชนคงรังเกียจคนที่มีพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบ

เมื่อถามอีกว่าเปรียบเทียบอำนาจรัฐปีนี้และปี 2548 เป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในฐานะที่อยู่มาทั้ง 2 ยุค ต้องบอกว่าไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่ และเห็นว่าใครที่ไม่ทำตามหน้าที่ในที่สุดต้องรับผิดชอบ แต่ กกต.ยุคนี้มีมาตรา 44 คุ้มครองอยู่อาจทำให้มีความคิดว่าไม่เป็นไรก็ได้ ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ กกต.เป็นหลัก ไม่เช่นนั้นการเมืองไทยจะวนกลับสู่ภาวะวิกฤต

Advertisement

เมื่อถามต่อว่าพรรคจะรับมืออย่างไรนอกจากรับสภาพที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เท่าที่ดูในขณะนี้ช่องทางที่คัดค้านการแบ่งเขตนั้นไม่มี เพราะ กกต.มีมาตรา 44 คุ้มครองอยู่ก็ทำให้ดำเนินการอะไรยาก ยกเว้นที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกให้ไปฟ้องศาลปกครอง ก็ช่วยถามให้ด้วยว่า จะไปเป็นพยานให้หรือไม่ ถ้าไป แล้วศาลตัดสินใจว่าไม่รับ เพราะติดมาตรา 44 ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะคำสั่ง คสช.ซึ่งนายวิษณุมีส่วนเขียนมาด้วยท่านจะรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำและพูดอย่างไร

ถามย้ำว่าจะสามารถยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า ฝ่ายกฎหมายคงต้องดูอีกทีว่ามีช่องทางหรือไม่ และถ้าไม่มีคำสั่ง คสช. มาตรา 44 การแบ่งเขตลักษณะนี้น่าจะขัดกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งก็คงดำเนินการ แต่เมื่อมีมาตรา 44 คุ้มครองต้องดูช่องทางกันใหม่ เพราะในมาตรา 44 ระบุให้ถือว่าสิ่งที่ทำชอบด้วยกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนเป็นห่วงว่า กกต.จะทำงานยากขึ้นจึงอยากให้ออกมาชี้แจงว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะถ้า กกต.ไม่สามารถอธิบายได้จะกระทบกับความน่าเชื่อถือ ซึ่งตนไม่ประสงค์ให้เลื่อนเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองไม่อยากเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ เพราะอยากให้ประชาชนสนใจเรื่องทิศทางการเดินหน้าประเทศมากกว่า แต่ที่พูดเรื่องเหล่านี้เพราะไม่ใช่กระทบแต่กับ ปชป. หรือจังหวัดหนึ่งจังหวัดใด เพราะหากยังทำการเมืองแบบนี้ก็จะไม่ได้พัฒนาและเดินหน้า และใครที่ทำเรื่องแบบนี้ไม่มีสิทธิพูดเรื่องธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยทั้งสิ้น ถามว่า รัฐมนตรีที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ตอนนี้ควรลาออกหรือยัง

“เขาคงตั้งเป้าให้กฎหมายเลือกตั้งประกาศใช้ก่อน เพราะฟังจากที่เขาพูดว่าจะเป็นประมาณกลางเดือนธันวาคม ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าพร้อมแล้วที่จะลงบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง คิดว่าเป็นคู่แข่งขันที่น่ากลัวของพรรคหรือไม่นั้น คิดว่าอยู่ที่ประชาชน เพราะเขาคือคนเลือก และพรรคพร้อมที่จะแข่งขันอยู่แล้ว ส่วนที่ว่า 4 รัฐมนตรีต้องลาออก ต้องถามว่ารวม พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยหรือไม่ และหากจะอ้างว่าไม่เป็นสมาชิกพรรคจึงไม่ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี ต้องพิจารณาว่ามีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้งหรือไม่ และต้องถามว่าหากไม่คิดมีส่วนได้เสียทางการเมืองจะมีวิธีการใดที่จะให้ประชาชนมองเห็นว่าไม่มีการใช้อำนาจมาเอารัดเอาเปรียบ และเพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ก็ต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่ามีวิธีการใดที่จะทำให้มั่นใจว่าไม่ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์หรือทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เพราะหากต้องการสร้างธรรมาภิบาล ประชาธิปไตย การเลือกตั้งต้องสุจริตยุติธรรม” หัวหน้า ปชป.กล่าว