กรณีการแบ่งเขตการเลือกตั้งที่ กกต.ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน อาจเป็นปัญหาของบางพรรคอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ระบุจริง
แต่บางพรรคที่ว่านั้นบังเอิญมีพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยรวมอยู่ด้วย
2 พรรคนี้ถือว่าเป็นพรรคใหญ่ เป็นพรรคเก่า
พรรคเพื่อไทยถือได้ว่าเป็น “คู่ปรับ” โดยตรงกับ คสช.และพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งถือได้ว่าเป็นพรรคของ คสช.
คสช.และพรรคของ คสช.ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ความเกรงอก เกรงใจก็ได้
แต่ที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก คือ พรรคประชาธิปัตย์
หากนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องมายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ถือได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคณะรัฐประหาร
ตอนเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ก็ถูกผนวกรวมอยู่กับแผนบันได 4 ขั้นของ คมช.ด้วยซ้ำ
ยิ่งตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็ร่วมเผชิญสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 ร่วมกับนายทหารซึ่งต่อมาคือกำลังสำคัญในการก่อรัฐประหาร
และครองอำนาจทางการเมืองนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
แต่แล้วสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ คสช.ก็เริ่ม หมางเมินและทวีความร้อนแรงในห้วงแห่งการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
ยิ่งมาประสบเข้ากับการแบ่งเขตชิงความได้เปรียบอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ยิ่งก่อความหงุดหงิดให้กับพรรคประชาธิปัตย์
ความหงุดหงิดอันปรากฏผ่าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และบรรดา ส.ส.ในแต่ละพื้นที่ที่ก่อให้เกิดปัญหา
ไม่ว่าที่สุโขทัย พิจิตร หรือนครราชสีมา อุบลราชธานี
ทำให้ระยะใกล้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ คสช.เริ่มถอยห่าง กระทั่งเริ่มให้จำกัดความต่อ “คสช.” ในแบบใหม่ด้วยความเข้มข้นยิ่งขึ้น
อาจเป็นไปได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชูธงต้าน “คสช.” สูงเด่นเพียงผืนเดียว

