เลือกตั้ง ส.ส.แบบใหม่ ที่เรียกว่า ระบบจัดสรรปันส่วนผสม กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว มีการพูดถึงและถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานแล้ว แต่อยากพูดถึงอีกครั้ง เพราะมองว่า เป็นกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
โดย “บัตรใบเดียว” กาเบอร์เดียว จะได้ถึง 3 อย่าง 1. ส.ส.ระบบเขต 2.ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และ 3.นายกรัฐมนตรี
ต่างกับการเลือกตั้งรูปแบบเดิม ที่มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
ใบหนึ่งเลือก ส.ส.ที่รัก คือ ส.ส.ระบบเขต เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
ใบที่ 2 เลือกพรรคที่ชอบ คือเลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ
การเลือกตั้งแบบนี้ ยังทำให้รู้ว่า ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
การเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ ยังทำให้ประชาชนมี “สิทธิ” ที่จะเลือกอย่างไรก็ได้
จะเลือกนาย ก. ผู้สมัครพรรคเอ และเลือกพรรคเอก็ได้
หรือจะเลือกนาย ก.ผู้สมัครพรรคเอ เพราะชื่นชอบเป็นการส่วนตัว และเลือกพรรคบี เพราะชื่นชอบนโยบายของพรรคก็ได้
แต่ครั้งนี้ กำหนดให้เลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว เหมือนว่า บังคับให้เลือก ส.ส.เขตเท่านั้น
จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหมือนเป็นการปล้น “สิทธิ” ที่เคยมีของประชาชน ทำให้ไม่มีสิทธิเลือกพรรคที่ชอบ และนายกรัฐมนตรี
กรณีประชาชนชื่นชอบนาย ก. ผู้สมัครพรรคเอ แต่ไม่ชอบบุคคลทั้ง 3 ชื่อ ที่พรรคเอเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี คงตัดสินใจยากว่า จะเลือกอย่างไร
หรือหากพรรคเอ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่โดนใจ แต่ไม่ชอบผู้สมัคร ส.ส.พรรคเอ ประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร
กติกาเลือกตั้งใบเดียวนี้ จึงเป็นการสร้างปัญหาปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าจะเลือกแบบไหน
ทั้งดูเหมือนว่า บังคับให้เลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยไม่ต้องสนใจว่า ผู้สมัคร ส.ส.จะเป็นใคร ขอเพียงให้เป็นผู้สมัครของพรรคที่เสนอชื่อคนที่ชื่นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีก็พอ
แต่ในความเป็นจริง แม้ว่า 1 ใน 3 ชื่อที่แต่ละพรรคเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีจะโดนใจ หรือถูกใจหมดทั้ง 3 คน แต่ประชาชนก็ยังไม่รู้ว่า พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเสนอชื่อใครใน 3 คนเป็นนายกรัฐมนตรี
จะรู้ก็ต่อเมื่อมีการเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่ง ส.ว.250 คนมีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย
ไม่เหมือนกติกาเก่าที่รู้ตั้งแต่ต้นว่า พรรคไหนเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี
หากจะนอนหลับทับสิทธิ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็จะมีปัญหาเช่นกัน
เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็น “หน้าที่” ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากไม่ไปก็จะมีโทษถูกตัดสิทธิทางการเมือง
กติกาที่ทำให้ประชาชนปวดขมับแบบนี้ คงไม่ต้องบอกว่า มีเป้าหมายอะไร หรือเพื่อใคร เพราะ “ล่อนจ้อน” หมดแล้ว

