ทั้งๆ ที่พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 เพิ่ง ประกาศและบังคับใช้ได้เพียง 10 วันเศษๆ
แล้วความคิดในเรื่อง “ล้ม” ประชามติ เกิดขึ้นได้อย่างไร
1 จับความเอาจากคำพูดของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคสช. ที่มองว่าการออกมาเคลื่อนไหวของบรรดา “คนหน้าเดิม”
ดำเนินไปในลักษณะ “ก่อกวน”
“คนพวกนี้ออกมาเคลื่อนไหวทำไมในเมื่อต้องการประชาธิปไตย เพราะการทำประชามติเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นประชาธิปไตย”
“คนพวกนี้มีไม่กี่กลุ่ม หน้าเดิมๆ นับได้มายืน 3-4 คน แต่สื่อมวลชนมาเป็น 1 โหล เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเป็นร้อย มันเลยวุ่นวาย”
1 จับความจาก “ถ้อยคำ” ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์
“คนที่จะล้มประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ นปช. แต่เกรงว่าวันทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม จะถูกผู้มีอำนาจล้มเลิก”
ตรงนี้ต่างหากที่กลายเป็น “ประเด็น”
ไม่ว่าข้อสังเกตอันมาจาก “เลขาธิการ” คสช. ไม่ว่าข้อสังเกตอันมาจาก “ประธาน” นปช.
ดำเนินไปอย่างมีลักษณะ “ย้อนแย้ง”
ย้อนแย้งเพราะว่า เมื่อมีพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐ ธรรมนูญ พ.ศ.2559 อยู่ในมือ
ย่อมเป็น “หลักประกัน” ว่าประชามติ “ฉลุย”
ยิ่งมีมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ประสานเข้ากับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 13/2559 อีกฝ่ายย่อมยากที่จะ “ก่อกวน” ได้
แทบไม่จำเป็นต้อง “ล้ม” การทำ “ประชามติ”
ขณะเดียวกัน หากมองจากทางด้านของนปช. มองจากทางด้านของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อมั่นใจถึงระดับ
“ถ้าเปรียบเป็นการชกมวยแม้พวกผมไม่มีพื้นที่ซ้อม รอวันชกอย่างเดียวก็พร้อม มวยรองมันไม่ต้องคิดมากขอหมัดสวนหมัดเดียวก็พอ ขอให้สบายใจได้
“จะไม่มีการป่วนใดๆ พวกผมต้องการเดินทางไปวันที่ 7 สิงหาคมเพื่อจะได้ผลลัพธ์ไปอธิบายต่อชาวโลก”
จึงแทบไม่จำเป็นต้อง “ล้ม” การทำ “ประชามติ”
บรรยากาศในขณะนี้จึงสะท้อนมุมมอง”ต่าง”ระหว่างคสช.กับนปช.อย่างเด่นชัด
คสช.มั่นใจใน “มาตรการ”และ”กลไก”
กลไกของคสช. กลไกของทบ. กลไกของกรธ. สนช. สปท. และรวมถึงกกต.
นปช.มั่นใจว่า”มาตรการ” จะ “สวนกลับ”
ยิ่งฝ่าย “รับ” แสดงออกด้านเดียว ฝ่ายเดียว ยิ่งจำกัดพื้นที่ของฝ่าย “ไม่รับ” จะกลายเป็น “ตัวแปร”
ตัวแปรก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อ “คสช.”
แล้วผลจะลงเอย “ไม่รับ” ต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ”

