“พปชร.”กับความหวังส.ส.ดาวฤกษ์ ใช้คะแนนติดตัว-สู่ชนะเลือกตั้ง62

1.12.18 | 23:36 น.

ไทม์ไลน์ มุ่งสู่โรดแมปการเลือกตั้งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เริ่มเด่นชัดยิ่งขึ้น


เริ่มจากผ่านพ้นเดดไลน์ 90 วัน ในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผู้สมัครส.ส.จะต้องสังกัดพรรค

หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 (ถ้าไม่เจอปัจจัยแทรกซ้อนให้ต้องเจอโรคเลื่อน)

ตัวเลขและรายชื่ออดีตส.ส.ที่ไหลเข้า ย้ายออก สลับขั้วจาก พรรคเก่าไปสู่พรรคใหม่ เปิดหน้ากันชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์

Advertisement

ที่ดูจะเนื้อหอมกลายมาเป็นพรรคตัวเต็งในสนามเลือกตั้ง คงไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ”(พปชร.)

ที่มีอดีตรัฐมนตรี อดีตส.ส.จากแทบทุกพรรค ย้ายเข้าร่วมพรรคกันอย่างคับคั่ง นับร้อยชีวิต

ขณะเดียวกันตามติดมาด้วยไทม์ไลน์ การแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส.ทั้ง 350 เขต ที่กกต.ประกาศ

ออกมาอย่างเป็นทางการเมืองเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงบ่น โวยวาย ของอดีตส.ส.

เจ้าของพื้นที่ของบรรดาพรรคใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทย(พท.) พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ที่ยกสารพัดคำวิจารณ์

การแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส. ทั้งพิสดาร อัปลักษณ์ ที่ดูจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครของพรรคพปชร.ในจังหวัดต่างๆ

แบบไม่ต้องถาม อาทิ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ถูกแบ่งย่อยถึง 4 เขต ส่วน จ.สุโขทัย จ.กาญจนบุรี จ.ชัยนาท

การแบ่งเขตก็ล้วนเป็นใจ เข้าทาง ผู้สมัครของพรรคพปชร. ขณะที่เขตเลือกตั้งเดิมของอดีตส.ส.

ทั้งพรรคพท. พรรคปชป. ต้องเจอสารพัดรูปบอนไซคะแนน ทั้งผ่าอำเภอ ยุบตำบล สวิงเขต

ทำให้ต้องเหนื่อยเพิ่ม ต้องลงพื้นที่ใหม่ ในส่วนของพื้นที่ที่อดีตส.ส.คนนั้นๆไม่มีฐานเสียง

ซึ่้งต้องมาลุ้นว่าช่วงเวลาที่เหลือไม่มาก ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง จะเพียงพอต่อการหาเสียง

ดึงคะแนนให้อดีตส.ส.แต่ละคน ได้กลับมานั่งเก้าอี้ส.ส.ได้อีกหรือไม่ ยิ่งต้องมาเจอกับคู่แข่งที่รู้ทางกันดี

อย่างเพื่อนเก่าที่เป็นอดีตส.ส.และมีคะแนนติดตัวไปด้วย แต่ย้ายไปสังกัดพรรคพปชร.

ที่กุมความได้เปรียบไว้แทบจะทุกประตู ทั้งอำนาจรัฐ และกลไกกติกาที่เป็นใจ

ยิ่งบัตรเลือกตั้งใบเดียวชี้ขาดทั้ง ส.ส.เขต 350 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ทุกคะแนนมีค่า

ผู้ชนะ ผู้แพ้ ได้คะแนนติดมือมาไม่สูญเปล่า นำเข้าไปรวมให้พรรคคำนวน เป็นเก้าอี้ส.ส.ได้หมด

ศึกเลือกตั้งส.ส.ปี 62 คงต้องวัดกันว่า อดีตส.ส.ดาวฤกษ์ที่มีคะแนนติดตัวตามไป จะฝ่าด่าน

กระแสและนโยบายของพรรคเก่า ปักธงเก้าอี้ส.ส.ให้กับพรรคพปชร.ได้เท่าไร จะได้เสียงมากพอ

โน้มน้าวให้พรรคแนวร่วมชูมือสนับสนุน นั่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

คงต้องอยู่ที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 52,457,576 คน เป็นผู้ชี้ขาดอนาคตประเทศ